แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปารีส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปารีส แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์, มิถุนายน ๒๙, ๒๕๕๐

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 5 หอไอเฟล

สายลมอ่อน ๆ พัดพาละอองฝนเม็ดเล็กมาปะทะใบหน้าของพวกเราอยู่ตลอดเวลา ความหนาวเหน็บ
ในช่วงฤดูที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อย่างฤดูใบไม้ผลิเดือนพฤษภาคมนี้ สร้างปัญหาให้กับนักเดินทาง
เป็นอย่างมาก อาทิตย์ก่อนหน้ายุโรปยังร้อนราวกับฤดูร้อนในกรุงเทพฯ แต่นะเวลานี้อุณหภูมิมิเคย
จะก้าวให้พ้นเลขสิบห้า แม่น้องนีรบ่นอุบกับความไม่แน่นอนนี้ เพราะเธอเตรียมตัวที่จะมาอยู่ภายใต้
แสงแดดและความอบอุ่นอันงดงามในปารีส ในขณะที่ผมไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ตลอดห้าวันผม
จึงมีเพียงเสื้อแจ็คเก็ตบาง ๆ เพียงตัวเดียวสำหรับการเที่ยวตะลอนตลอดห้าวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้
เตรียมตัวเตรียมรับสภาพไว้แล้วก็คือ การเติบโตของน้องนีร ทุกครั้งที่เราพาน้องนีรเที่ยวไปยัง
สถานที่แปลกใหม่ เขาจะตื่นตาตื่นตัวและโตขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และครั้งนี้เด็กน้อยก็ไม่พลาด
ที่จะทำให้เราประหลาดใจอีกครั้ง

ผมรับหน้าที่ดูแลกระเป๋าสตางค์ ในขณะที่เอกสารสำคัญต่าง ๆ ถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องพักของ
โรงแรมที่มีบริการตู้นิรภัยขนาดย่อมไว้ให้ ส่วนแม่น้องนีรรับหน้าที่เข็นรถเข็นและได้นำหน้าไปไกล
แล้ว เพื่อนน้อยทำหน้าที่นำทางและแนะนำสิ่งต่าง ๆ ที่ควรรู้ และที่แรกที่เราจะไปกันก็คือหอไอเฟล 

หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน และวันนี้ก็เป็น
สัมผัสแรกของครอบครัวเราต่อรถไฟใต้ดินที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่
ที่สุดในโลก สถานี Porte de La Chapelle นับได้ว่าเป็น
สถานีปลายทาง ที่รถไฟใต้ดินสายสิบสองจะมาสิ้นสุดที่นี่ ถึง
แม้จะเป็นสถานีใหญ่แต่ทางขึ้นลงก็แคบและไม่มีบันไดเลื่อน
เราต้องช่วยกันยกรถเข็นซึ่งบรรทุกเจ้าตัวน้อยแต่หนักลงไป
สู่ใต้ดินที่มีแสงเพียงสลัว ๆ เมื่อถึงเขตที่กั้นคนไม่มีตั๋วไม่ให้
ผ่านเข้าไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เราก็พบกับปัญหาแรก รถเข็นใหญ่
เกินไปไม่สามารถเข็นผ่านช่องไปได้ ทั้งยัดทั้งดันช่องที่
เหมือนว่าจะไปได้แต่มันก็ไปไม่ได้ มีชาวปารีสพยายามบอก
เราว่าให้ไปติดต่อเจ้าหน้าที่อีกด้านหนึ่งที่ห่างออกไปและอยู่
คนละชั้น ด้วยความไม่เข้าใจวิธีการเท่าไหร่นัก เราก็เลยใช้วิธียก
รถเข็นข้ามไปเลย โดยให้คนอีกฝั่งขวางแผงกั้นด้านบนเอาไว้และคอยรับรถอีกฝั่ง ซึ่งก็ผ่านไป
ได้ด้วยดีแต่ไม่น่าดูนัก เมื่อผ่านประตูไปได้ ก็ต้องยกเจ้าตัวน้อยลงบันไดไปอีกขั้น ก่อนที่พวก
เราจะพากันไปนั่งหอบอยู่บนรถไฟสีเขียวสายสิบสอง ซึ่งบ่ายแก่ ๆ วันเสาร์ผู้คนไม่มากนัก มีที่
ว่างพอให้ผู้ใหญ่สามคนนั่งพักเหนื่อยได้อย่างสบาย ถึงตรงนี้สองสาวเพื่อนซี้ก็นั่งปรึกษาเส้น
ทางรวมถึงสถานีแรกที่จะลงด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าวผมก็เลยใช้พักผ่อนไปในตัว และดูเหมือน
ว่าจะนั่งหลับ

จุดแรกที่เราจะไปนั้นคือ Palais de Chaillot เมื่อถึงสถานที่ดังกล่าว ด้วยความใหญ่โตทำให้
เราหามันไม่เจอ ทั้ง ๆ ที่เรากำลังยืนอยู่ตรงนั้น และมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือหอไอเฟล หอโลหะตั้ง
สูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มีผู้คนมากหน้าหลายตาหลายเชื้อชาติพยายามที่จะเก็บภาพประทับใจ
นั้นไว้ในแผ่นพลาสติกเล็ก ๆ ที่ภายในเต็มไปด้วยทรายที่ผ่านกรรมวิธีบางอย่างแล้ว ตรงจุดนี้เอง
ที่เราได้เห็นความน่าสะพรึงกลัวภายใต้ความสวยงาม ขณะที่เรา ผม เพื่อนน้อย และเจ้าตัวเล็ก
กำลังบรรจงถ่ายภาพแม่ของเจ้าน้องนีรอยู่นั้น รอบข้างก็เต็มไปด้วยนักขายผิวสีเข้ม พยายาม
เสนอขายของที่ระลึกในรูปแบบต่าง ๆ ในราคาที่ลดแหลกแจกแถม ทันทีที่แสดงความสนใจ
เพียงแค่การชายตามอง ฝูงมนุษย์ก็ตรงรี่เข้ามาเสนอขายสิ่งของที่ไม่อยากซื้อในทันที กว่าที่จะ
ได้รูปและฝ่าฝูงนักขายมาได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยเลย พวกเราเลยตัดสินใจหนีออกจากบริเวณนั้น
ให้เร็วที่สุด ระยะทางจาก Palais de Chaillot ไปยังหอไอเฟลนั่นไม่ไกลนัก แต่ก็เต็มไปด้วย
ผู้คนและสิ่งสวยงาม และแล้วเจ้าตัวน้อยก็ได้เห็นสิ่งที่เขาเสาะหามานาน

สิ่งที่น้องนีรมองเห็นแต่ไกลนั้น มันคือม้าหมุน ม้าที่ไม่น่าพิศมัยเลยสำหรับผู้ใหญ่แต่เป็นม้าใน
ดวงใจของน้องนีร ระยะทางกว่าร้อยเมตรถูกร่นเวลาลงด้วยขาน้อย ๆ สองข้าง ที่เลื่อนสลับกัน
ไปตามจังหวะที่โหยหาของหัวใจดวงเล็ก และเงินสองยูโรก็ล่องลอยออกจากกระเป๋าพ่อของเขา
อย่างรวดเร็ว แม่น้องนีรก็ได้ทำหน้าที่แม่ที่แสนดีอีกครั้ง โดยการสละสาวไปเป็นเด็กอีกครั้งก็
เพื่อความปลอดภัยของลูกนั่นเอง คนเป็นพ่อก็ได้แต่ยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง ยังดีที่น้องนีรเป็น
เด็กที่รู้จักพอ รอบเดียวก็ถือว่าเต็มอิ่มในวันนั้น และยอมทำหน้าที่ลูกที่ดีเดินนำหน้าพ่อแม่ไปสู่
หอไอเฟล ต่อไป

หลายคนอาจจะคิดว่าเมื่อถึงหอไอเฟล แล้วก็ควรจะขึ้นไปข้างบน แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นเรื่อง
ที่เกินกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าน้องนีร หรือแถวที่ต่อยาวเหยียด ที่ดูเหมือนว่าเวลาจะถูกหยุดไว้
แถวก็เลยมีระยะคงที่ เราจึงใช้เวลากับหอไอเฟล แค่ข้างล่าง และระยะที่ห่างออกไป ที่ฝรั่งเศส
คงมีเหตุให้ต้องกลัวการก่อการร้ายพอสมควร นอกจากถังขยะโปร่งใสแล้วยังมีทหารติดอาวุธ
คอยดูแลรักษาความสงบอยู่โดยรอบ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปืนกลขนาดกลางจะทำอะไรผู้ก่อการ
ท่ากลางฝูงชนได้ เมื่อเต็มอิ่มใต้หอไอเฟลแล้วพวกเราก็เดินไปยังสนามหญ้าข้างหลัง พร้อมกับ
ควักหมูทอดออกมาป้อนน้องนีรที่กำลังขะมักเขม้นกับการถ่ายภาพ ส่วนผู้ใหญ่ที่เหลือก็แสดง
อาการเหนื่อยล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อได้เวลาเราก็พากันย้ายก้นไปยังที่ใหม่ ๆ บ้าง เป้าหมายเราคือประตูชัยนั่นเอง ระหว่างทาง
น้องนีรก็ได้ถึงปารีสเป็นคนแรก โดยเหยียบกับระเบิดเข้าอย่างจัง คงนึกภาพกันออกนะครับว่า
พ่อของเขาที่ต้องเช็ดอุจจาระสุนัขออกจากรองเท้าลูกมันเป็นอย่างไร ด้วยความอ่อน
ประสบการณ์และขาดอุปกรณ์ การแคะอึออกจากรองเท้าลูกจึงไม่หมดในทีเดียว การเดินทาง
จากหอไอเฟลไปยังประตูชัยนั้นไกลโขอยู่ กว่าจะถึงเราได้เจอเหตุการณ์หลายหลากทั้งน่าตื่น
เต้นและน่าประทับใจ ไว้จะเล่าให้ฟังตอนหน้า

วันเสาร์, มิถุนายน ๐๒, ๒๕๕๐

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 4 รถเมล์กับโรงแรม


ที่แท้เจ้าหนุ่มใหญ่คนนั้นก็พึ่งมาจากกรุงเทพฯ นั่นเอง พอเห็นคนไทยเข้าก็ตื่น ๆ เราเองก็ดีใจไม่ใช่
น้อยที่เห็นคนที่พึ่งมาจากเมืองไทย อย่างน้อย ๆ ก็มั่นใจได้ว่าเจ้าคนนี้ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ แม่
น้องนีรไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าไปทักทายว่าพึ่งมาจากกรุงเทพฯ เหรอ (แม่น้องนีรรู้ได้จากป้ายที่ติดที่
กระเป๋าเดินทางที่เขียนว่า BKK) คุยกันได้สองสามคำเราก็ถามว่าจะไป Porte de La Chapelle
 เนี่ยรอที่ป้ายนี้ใช่ไหม แล้วนั่งรถสายอะไร ยังไม่ทันจะตอบก็มีรถเมล์สาย 351 มาจอด ไอ้หนุ่มนั่นก็
กระโดดขึ้นรถไปเลยหล่ะ เราก็เลยตะโกนถามว่าแล้วเราไปได้ไหม พ่อหนุ่มก็พยักหน้ารับคำอย่างมั่น
ใจสุด ๆ ว่าไปได้ ผมทำหน้าที่ไปซื้อตั๋วในขณะที่แม่น้องนีรเอารถเข็นขึ้นรถที่กลางคันรถ โดยส่ง
ภาษากับคนขับว่าตั๋วสองใบไป Porte de La Chapelle ด้วยความมั่นใจสุดขีด คนขับก็ตอบด้วย
ความมั่นใจสุดขีดโดยการส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่ ไม่ ให้รอรถบัสคันต่อไป เป็นอันว่าการขึ้นรถเมล์ใน
ปารีสหนแรกของเรานั่นใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็ต้องลงแล้ว ไอ้หนุ่มนั่นหันมาทำหน้าสำนึกผิดกับเราเล็ก
น้อย ก่อนที่รถเมล์สาย 351 จะวิ่งออกไปพร้อมกับคำด่าเล็กน้อยติดไปกับไอ้หนุ่มปารีสคนนั้น

หลังจากนั้นประมาณสิบหน้านาที รถเมล์สาย 350 ก็ตีรถเปล่ามารับเราที่ป้าย ตรงตามเวลาที่เขียนไว้
ในตารางเดินรถพอดิบพอดี (เรามาดูป้ายทีหลัง แล้วใช้วิธีฟันธงว่ามันต้องเป็นตารางไหน) เมื่อผมซื้อ
ตั๋วโดยจ่ายเป็นแบ็งค์ยี่สิบยูโร ได้รับมาเป็นตั๋วสี่เหลี่ยมใบเล็ก ๆ สีม่วงสี่ใบและแน่นอนเงินทอนไว้นับ
ทีหลังตามภาษาผู้ชาย ก่อนที่จะไปสมทบกับแม่น้องนีรผมก็ต้องปั๊มตั๋วกับเครื่องข้าง ๆ คนขับสำหรับ
ตั๋วทั้งสี่ใบก่อน เมื่อนับเงินทอนแล้วปรากฎว่าเราจ่ายไปแค่ 5 ยูโรสี่สิบเซ็นต์ แม่น้องนีรยิ้มน้อยยิ้ม
ใหญ่เพราะนั่นทำให้เราประหยัดเงินได้มากทีเดียว (ตั๋วรถไฟ RER เข้าตัวเมืองปารีส เที่ยวละ 8 ยูโร
ต่อคน) เรานั่งสบายอารมณ์กันอยู่นาน ในขณะที่น้องนีรก็นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ในรถเข็น
อย่างสงบ คงตื่นเต้นไม่น้อยกับความแปลกใหม่รอบข้าง เส้นทางจากสนามบินไปยังตัวเมืองปารีสนั้น
ต้องขอบอกว่าแย่เอามาก ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นทางราบ แต่เราก็รู้สึกเหมือนกำลังขึ้นเขาไปน้ำตกทีลอซู
อย่างไงอย่างงั้นเลย ทุก ๆ ห้านาทีคนขับจะต้องเลี้ยวรถเป็นรูปตัวเอสวกไปวนมา เลี้ยวทีรถเอียงวูบ
ชวนให้ปล่อยข้าวเช้าออกมาทุกที ถึงตอนนี้เราก็ดีใจที่บนเครื่องเราได้รับอาหารว่างไม่ใช่อาหารเช้า
เวลาได้ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังมีอยู่สองอย่างที่ไม่เปลี่ยน คือทั้งรถมีเราเพียงสามคนพ่อแม่
ลูก และคนขับก็ยังขับรถเป็นตัวเอสทุก ๆ ห้านาทีเหมือนเดิม ผมหันไปพูดกับแม่น้องนีรว่า นี่เหมือน
คนขับรถเมล์เขาตีรถเปล่าไปรับเราเลยนะเนี่ย  แม่น้องนีรยิ้มโดยเหมือนกับจะบอกว่านี่ฉันต้องดีใจ
หรือเสียใจดีหล่ะเนี่ย

ในที่สุดรถเมล์ก็เข้าสู่ตัวเมืองซะที ทุ่งนาและป่าเขาก็หายไป เริ่มมีตึกโผล่ออกมาให้เห็นปะปราย จาก
รถโล่ง ๆ ตอนนี้กลายเป็นว่ามีฝูงชนที่ทยอยขึ้นรถมาเรื่อย ๆ แล้วจากรถเมล์ก็กลายเป็นปลากระป๋อง
ในที่สุด เมื่อคนแน่นและก็ใกล้เวลาจะต้องลงแล้วแต่รถเมล์ยังวิ่งอยู่บนซุปเปอร์ไฮเวย์อยู่เลย ก็ทำให้
เราอดตกใจไม่ได้ แต่โชคดีที่รถเมล์ในประเทศฝรั่งเศสจะมีข้อมูลบอกป้ายที่จอดติดอยู่ตลอดตัวรถ
เราก็เริ่มมองที่ป้ายข้างทางว่าเป็นป้ายอะไร แล้วก็เอามาเทียบกับป้ายบนรถเมล์ เมื่อรู้ป้ายที่แน่นอน
เราก็เลยได้นั่งสงบอยู่ในกระป๋องต่อไป พอถึงป้ายก่อนสุดท้าย เราก็ทำใจดีลุกขึ้นเพื่อเตรียมลง ที่
ไหนได้รถเมล์เลี้ยวออกซุปเปอร์ไฮเวย์อีกครั้ง กว่าจะถึงที่หมายก็กินเวลาไปอีกเกือบสิบนาที

Porte de La Chapelle เป็นป้ายรถไฟใต้ดิน
ป้ายสุดท้ายของปารีสเหนือ และยังเป็นจุด
ตัดของถนนใหญ่หลายสาย จุดที่เราลงรถใน
แผนที่จะเห็นเป็นรูปตัว M ซึ่งเป็นจุดลงรถไฟ
ใต้ดิน ส่วนโรงแรม Suite นั้นในแผนที่จะ
เป็นรูปสี่เหลี่ยมสีเลือดหมูมีขีดสีเหลืองสาม
ขีดที่ไม่สวยเอาเสียเลย เรามองเห็นโรงแรม
อยู่ลิบ ๆ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะไปอย่างไร เพราะ
มีถนนใหญ่ไขว้กันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวขวาง
อยู่ทางข้ามถนนก็ไม่มี เราตัดสินใจข้ามถนน
ไปยังฝั่งเดียวกับโรงแรมก่อน แล้วค่อยหา
ทางข้างทางไปยังโรงแรมอีกที ข้างถนนจุด
ที่กำลังงงและเสี่ยงที่จะหลงทางอยู่นั้น จะ
ด้วยบุญของเจ้าน้องนีรหรือพ่อมันก็ไม่รู้ มีสาวหน้าตาจิ้มลิ้มจูงจักรยานข้ามถนนมาพอดี ไม่ได้มา
ให้เราถามทางหรอก แต่ทำให้เรารู้ว่าถ้าจะไปโรงแรมก็ต้องไปตามทางจักรยานนี่แหละ แต่อย่างไร
ก็ตามถึงจะเป็นทางจักรยานมันก็เป็นทางจักรยานที่อันตรายเอาการอยู่ เพราะไม่มีสัญญาณไฟ
และพาดผ่านจุดตัดของถนนสองเส้น ไม่มีทางเลือกเราเข็นรถเข็นและลากกระเป๋าไปตาม
ทางจักรยาน ลอดใต้สะพานและข้ามทางม้าลายอีกสองแห่งก็ถึงโรงแรม เดินไปเราก็บ่นกันไปว่า
ที่นี่สกปรกและมั่วไปหมด ไม่ได้ดีไปกว่ากรุงเพทฯ เลย ผู้คนก็ไม่ค่อยมีระเบียบวินัยแม้แต่การ
ข้ามถนนตรงทางข้าม

โรงแรม Suite จะต้องอ่านออกเสียง ซู อีด พูดเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็นสวีทไป สภาพโรงแรมด้านหน้านั้น
ไม่ค่อยดีนัก ติดถนนและแคบ ห้องโถงก็ไม่โล่ง ทำให้เราเริ่ม
รู้สึกว่าโรงแรมสามดาวแห่งนี้จะแย่เหมือน ๆ กันที่เราเคยเจอ
มาแต่เมื่อเราถึงห้องพักแล้วก็ผิดคาด ด้วยราคาห้องแค่ห้าสิบ
หกยูโรที่มีทุกอย่างครบครัน ทั้งเครื่องทำน้ำร้อน ตู้เย็น
ไมโครเวฟโทรทัศน์ที่มีช่อง Sky TV ภาษาอังกฤษ ห้องน้ำ
ใหญ่ที่มีทั้งอ่างอาบน้ำและห้องอาบน้ำ ในขณะที่มีห้องปลด
ทุกข์แยกออกไปอีกห้อง ทุกห้องมีอ่างล้างมือพร้อม  ทำให้
การพักสี่คนไม่มีปัญหา โรงแรมมีบริการน้ำดื่มและชา กาแฟ
พร้อมแก้วให้ฟรีพอดื่มหนึ่งครั้งสองคน แต่สิ่งที่จำเป็นมากแต่
ที่โรงแรมไม่มีก็คือทีล็อกประตูห้องอาบน้ำ อย่าว่าแต่ที่ล็อก
เลย ประตูก็เป็นบานพับ มีช่องใหญ่ตรงกลางเพียงพอให้ส่อง
เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้อ่างอาบน้ำก็ไม่มีม่านปิด มารู้ทีหลัง
จากเพื่อนน้อยว่าโรงแรมที่ฝรั่งเศสส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้

เวลาผ่านไปอีกราว ๆ ครึ่งชั่วโมงเพียงพอให้ผมหลับพร้อมกับเจ้าตัวน้อยได้หนึ่งตื่น เพื่อนน้อยของแม่
น้องนีรก็มาถึง เธอไม่มามือเปล่า แต่มาพร้อมกับกระเป๋าเสบียงสี่มิติ ที่เต็มไปด้วยข้าวสารอาหารแห้ง
และขนม ที่สำคัญคือหมูทอด และที่นึกไม่ถึงคือน้ำพริกกะปิพร้อมเครื่องเคียง ได้ความว่าเนื่องจากจะ
ไม่อยู่ที่พักตั้งสี่วัน ของในตู้เย็นจึงถูกนำมาด้วยทั้งหมด และเราทั้งสามคนกับเจ้าตัวน้อย ก็จัดการข้าว
หมูทอด แกล้มน้ำพริกกะปิจนอิ่มแปร้ และก็ร่วมยินดีกับแมนยูฯ ที่สามารถเอาชนะแมนซิตี้ได้ 1-0 ใกล้
แชมป์เข้าไปทุกขณะ นับเป็นข่าวดีมากสำหรับผมก่อนที่จะไปท่องบ่ายในมหานครปารีสต่อไป

วันจันทร์, พฤษภาคม ๒๘, ๒๕๕๐

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 3 สนามบิน

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง พวกเราต้องตืนแต่เช้าก่อนพระอาทิตย์ฤดูร้อนจะขึ้น นั่นคือประมาณตีสี่
ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง รวมทั้งเจ้าน้องนีรที่หลับตามหน้าที่ หลังจากเตรียมตัวเสร็จก็ออกเดิน
ทางขึ้นรถบัส ลงรถไฟ ลงรถไฟอีก แล้วก็ขึ้นรถบัส ไปถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ การเช็คอินไม่มี
ปัญหาอะไร ตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ถูกเช็คผ่านตู้ที่มีเจ้าหน้าที่คอยบริการ ซึ่งทำได้ถึงแม้ว่าเราจะต้อง
การเอารถเข็นเด็กลงท้องเครื่องบินก็ตาม เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกอย่างดี ภาพเดิมสมัยที่ต้อง
กลับเมืองไทยกันสามคนพ่อแม่ลูก โดยลูกชายวัยซนสนใจแต่การวิจัยสิ่งรอบข้างก็เกิดขึ้นอีก คราว
นี้เราเตรียมตัวดี โดยรีบไปที่ประตูสู่เครื่องบินให้เร็วที่สุดก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะมีแรงลุกขึ้นมา การ
ตรวจของขึ้นเครื่องบินยามนี้ต้องบอกว่าเคร่งมาก ถึงแม้เราจะเตรียมตัวอย่างดีแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยัง
ตรวจอย่างละเอียด มีการส่งกลับถุงนมมาตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในเนื่องจากเอ็กเรย์แล้วไม่เห็น
อะไรนอกจากถุง กระเป๋าถูกค้นควักโดยเจ้าหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย กว่าจะผ่านได้ก็
หลายนาทีอยู่

การรอขึ้นเครื่องประมาณหนึ่งชั่วโมงสร้าง
ความน่าเบื่อพอประมาณ แต่โชคดีที่ที่พัก
ผู้โดยสารของสนามบินในเยอรมันดีมาก ๆ
(ไว้จะบอกทีหลังว่าไปเจออะไรแย่ ๆ ที่ปารีส
บ้าง)  ผู้โดยสารไม่ต้องนั่งสับสนว่าจะไปรอ
ที่ไหน ป้ายบอกเที่ยวบินก็ชัดเจน เมื่อขึ้น
เครื่องเราก็ฝากรถเข็นไว้กับเจ้าหน้าที่ที่
หน้าประตูเครื่องบิน แล้วก็เข้าประจำที่นั่ง
สิ่งที่แตกต่างจากการเดินทางกลับเมืองไทย
คราวที่แล้วคือ น้องนีรเสียค่าโดยสารเต็มก็
เลยมีที่นั่งเฉพาะ และเราก็ได้นั่งที่นั่งแถวสามคนทำให้จะขยับเขยื้อน ลุกสนุกนั่งสบาย จะไปไหนก็
ไม่ต้องนัดแนะกัน และคอยรบกวนคนที่นั่งข้าง ๆ ตลอดเที่ยวบิน และทันทีที่นั่งเรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็เอาของเล่นมาไว้ให้เราหลอกล่อน้องนีร ซึ่งจำเป็นมากเพราะเด็กวัยซนจะต้องนั่งอยู่ใน
ที่ ๆ กำหนดชั่วโมงกว่า ๆ 

อีกอย่างหนึ่งที่ดีกว่าสำหรับสายการบินราคาไม่ถูกนักอย่าง Lufthansa ก็คือมีอาหารว่างที่เรา
จงใจเรียกว่าอาหารเช้าบริการนอกเหนือจากเครื่องดื่มตามปกติ คือมีขนมปังแข็ง ๆ ประกบแฮม
เสิร์ฟพร้อมช็อกโกแล็ตแท่งในซองพลาสติกพอกิน มันก็พอที่จะลดความหิวลงได้บ้าง เจ้า
น้องนีรปฏิเสธของกินบางอย่าง ทำให้พ่อเขาต้องรับของกินเหล่านั้นมาด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง

สนามบิน Charles de Gaulle สนามบินนานาชาติที่ใหญ่อันดับหนึ่งในยุโรปในแง่ของจำนวน
เที่ยวบิน ซึ่งนอกจากจะใหญ่ เก่า แล้วยังโทรมอีกด้วย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างและออกแบบ
ได้ประทับใจสำหรับผู้ที่มาเยือนอย่างยิ่ง กล่าวคือถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอมาอีก แต่ถ้าพูดถึงความงงแล้ว
ก็ยังดีกว่าสนามบิน Frankfurt แห่งชาติเยอรมันนิดหน่อย ความประทับใจแรกก็คือไม่มีเจ้าหน้าที่
เอารถเข็นเด็กมาให้ที่ประตูทางออกเครื่องบินแต่อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ ๆ สนามบินไหนเขาก็ทำกัน
ด้วยความสงสัยเราก็เลยถามเจ้าหน้าที่ว่ารถเข็นเด็กเราอยู่ไหน  ทั้งสองเจ้าหน้าที่ทำหน้างง ๆ
พร้อมชี้ไปทางโน้นแบบส่งเดช ไม่มีทางเลือกเราก็เดินไปตามทางที่มีป้ายบอกทางไปรับสัมภาระ
ผ่านทางเลื่อนที่ต้องลงแล้วก็ขึ้นซึ่งแทนที่จะ
ทำให้เป็นระนาบเดียวกัน (เราจะพบทางเดินที่
มีลักษณะแบบนี้ได้อีกในทุก ๆ ที่ เช่นทางเดิน
ในชานชลารถไฟใต้ดิน)  เราผ่านบรรไดเลื่อนที่
เป็นทางราบที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมาถึงจุดรับ
ของที่ยืนยันว่าเที่ยวบินของเราจะส่งของมาที่
นี่ กว่ากระเป๋าของเที่ยวบินที่เรานั่งจะมาถึง ก็
กินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งนับว่าผิดแผน
อย่างมาก โดยแผนแล้วเราต้องการจะออกจาก
สนามบินในทันทีที่มาถึง ไม่งั้นก็ไม่ต้องแบก
กระเป๋าขึ้นเครื่องให้เหนื่อยทำไม และแล้วเวลาที่น่าปิติก็มาถึง สัมภาระจากเครื่องบินของเราก็มาถึง
ผู้คนรอบข้างเริ่มทยอยรับกระเป๋าไปทีละคนสองคน และเวลาที่น่าตกใจก็มาถึง สายพานหยุดแล้วแต่
ไม่มีรถเข็นของน้องนีร เราสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้วยภาษามือปนภาษาที่เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ เขาชี้
ที่ป้ายบอกว่าการลำเลียงของมานั้นยังไม่ครบถ้วนให้อดใจรออีกหน่อย ก็ยังดีที่มีคุณยายแก่ ๆ อีก
คนยังคงยืนรอของเป็นเพื่อนเราอยู่ ทำให้เราไม่ต้องตัดสินใจเด็ดเดี่ยวไปหาของยังสำนักงาน สัก
พักเจ้าหน้าที่คนนั้นก็หายอีกไปปล่อยให้เราสองคนพ่อแม่กังวลใจยิ่งขึ้น ถึงเวลานี้เจ้าน้องนีรก็เริ่มรู้
ตัวว่าเขาอยู่ในระเบียบนานเกินไปแล้ว กระเป๋าเดินทางที่หนักราว ๆ สิบเอ็ดกิโลก็เป็นเหยื่อรายแรก
และเมื่อรออีกประมาณสิบนาทีเจ้าหน้าที่คนเดินกลับมาพร้อมกับรถเข็นของน้องนีรและรถเข็นของคุณ
ยาย จะด้วยเหตุและผลใด ๆ ก็ตาม เราและคุณยายก็ยังอดดีใจกับการได้ของรักกลับคืนมาไม่ได้

ตามแผนพ่อเราควรจะนั่งรถ RER ไปยังโรงแรมที่พัก แต่แม่น้องนีรยืนยันว่าอย่างไรก็ต้องมีรถบัส
ไปยังใจกลางเมืองปารีสแน่ ๆ และค่าโดยสารจะต้องถูกกว่า (ค่ารถไฟ RER จากสนามบินไป
ใจกลางปารีสราคาประมาณ 8 ยูโรต่อเที่ยวต่อคน) หลังจากที่สอบถามกับเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว
ว่าเราสามารถนั่งรถบัสสาย 350 ไปถึง Porte de La Chapelle (อ่านว่า พอร์ต เดอ ลา ชาแพล) ได้ เราก็เดินผ่านทางเดินในสนามบินที่ไม่วก
แต่วนไปยังทางออกที่ยี่สิบ แล้วก็หาทางออก
ไปท่ารถบัสอีกหลายสิบนาที เมื่อไปถึงป้าย
รถบัสซึ่งก็เหมือนกับที่เยอรมันคือมีป้ายบอก
เวลาที่ชัดเจน ทั้งวันธรรมดา วันหยุด แต่เราก็
พลาดจนได้ เพราะวันที่เราไปถึงเป็นเช้าวัน
เสาร์ ทั้ง ๆ ที่เราสามารถอ่านป้ายที่เราจะไป
ลงได้ถูกต้อง แต่เราไม่รู้ว่าวันเสาร์ใน
ภาษาฝรั่งเศสเขียนว่าอย่างไร และในสภาพที่

หนาวเหน็บอย่างคาดไม่ถึง รวมทั้งมีฝนพรำ ๆ  ก็ทำให้การหาคำตอบของคำถามที่ไม่ได้เตรียมคำ
ตอบไว้ของสามคนพ่อแม่ลูกไม่สนุกเอาซะเลย และในขณะที่สาระวนกับการหาคำตอบอยู่นั้น ก็มีหนุ่ม
ใหญ่ชาวฝรั่งเศสข้าง ๆ ยืนเก้ ๆ กัง ๆ น่าสงสัยอยู่ที่ป้ายรถเมล์เดียวกัน

วันเสาร์, พฤษภาคม ๑๙, ๒๕๕๐

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 2 กระเป๋า

ก่อนออกเดินทาง ปารีสเป็นมหานครที่มิได้อยู่ในใจเลยสักนิด คิดว่าก็คงคล้าย ๆ กันกับที่อื่น
มีดีตรงนี้เป็นแหล่งเครื่องสำอางชั้นดีราคาถูก
และกระเป๋าชื่อดัง

ผมเริ่มเห็นถึงปัญหาของเจ้าตัวน้อย ตั้งแต่
คราวที่ไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่ Mannheim และ
มีโอกาสได้แวะไปเที่ยวปราสาทเก่าที่
Heidelberg
ก่อนกลับบ้าน  เจ้าตัวน้อยวัย
สอดรู้สอดเห็นที่นอกจากจะสอดรู้สอดเห็นไป
ซะทุกเรื่องแล้วเที่ยวนี้ยังถือโอกาสป่วย ทำให้กำลังในการต่อต้านความยับยั้งชั่งใจน้อยลงไปถนัด
ตา ทุก ๆ ครั้งที่กล้องคู่ใจที่ถูกใช้มาแล้วสามปีถูกดึงออกจากกระเป๋ากล้อง เจ้าตัวน้อยเป็นต้องร้อง
ของมีส่วนร่วมในการเป็นผู้บันทึกภาพ หาได้เป็นผู้ถูกบันทึกอย่างที่เคยเป็นมา นี่คือปัญหาแรกคือโอกาสถ่ายรูป

จะน้อยลงไป ถ้ายังคงใช้กล้องตัวเดียว กล้องโซนี P10 ที่ทนยังกะแรดและถ่ายภาพยังสวยเมื่อแสง
แดดเป็นใจ มันมีแท่งหน่วยความจำขนาด 256 MB และ 32 MB โดยปกติจะถูกตั้งให้ถ่ายที่สามล้าน
พิกเซล ถ่ายอย่างเก่งก็ได้แค่สองวัน การไปเที่ยวห้าวันห้าคืนจึงต้องหาอุปกรณ์เสริม แต่ด้วยความที่
ผมเห็นว่าราคาการ์ดหน่วยความจำชนิดอื่นขนาด 2 GB หาซื้อได้ทั่วไปแค่ 16-20 ยูโรเท่านั้น การลง
ทุนเพื่อซื้อแท่งหน่วยความจำเฉพาะยี่ห้อของโซนี ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย นี่คือ
ปัญหาที่สอง ผมได้ใช้เวลาที่เหลือหนึ่งเดือน ทุก ๆ ครึ่งวันในการสืบเสาะหากล้องขนาดเล็กที่คุ้มค่า
และราคาต้องไม่เกินสามร้อยยูโร ที่สำคัญมันต้องใช้ SD-card

และระยะเวลาหนึ่งเดือนกับเงินสามร้อยยูโรก็ไปจบลงที่ canon IXUS 800 กล้องชนะเลิศของปีที่
แล้วซึ่งกว่าจะได้ก็ปาเข้าไปวันพุธของอาทิตย์เดียวกับวันเสาร์ที่ต้องออกเดินทางแล้ว การแก้ปัญหา
ด้วยวิธีนี้นอกออกจะคุ้มค่าในแง่หนึ่งและไม่คุ้มค่าในแง่หนึ่ง กล่าวคือเรามีกล้องที่ไม่ล้าสมัยนัก และ
คุณภาพดีกว่ากล้องตัวเก่า มีหน่วยความจำเหลือเฟือเพียงพอที่จะถ่ายรูปเที่ยวทั้งห้าวันด้วยความ
ละเอียด 6 ล้านพิกเซลแต่เราต้องสูญเสียกล้องตัวเก่าให้ไอ้ตัวเล็กไปแบบถาวร รัปประกันได้ว่าไม่เต็ม
ใจ เป็นอันว่าสามร้อยยูโร

แรกนี้หมดไปกับเรื่องกล้อง กำลังคิดอยู่ว่าจะคิดเป็นงบ
ประเมินด้วยหรือไม่

ภรรยาได้ติดต่อกับเพื่อนที่ฝรั่งเศสเพื่อนัดแนะจุดนัดพบ และ
ได้ข้อมูลว่าอาหารในปารีสนั้นแพงมาก ไม่ควรที่จะหากินทุก
วัน เน้นว่าทุกวันไม่ใช่ทุกมื้อ ข้อมูลตรงนี้ก็พอรู้ได้จากราคา
ที่พักที่ได้บอกไปตอนที่แล้ว มันไม่รวมอาหารเช้า ถ้าเอา
ด้วยต้องเพิ่มเงิน 7-8 ยูโรต่อหัว ใครจะไปกินมันหล่ะ
(อาหารเช้าแบบยุโรปนั้นมันแค่ขนมปัง เนย แยม ไข่ต้ม แค่
กินกันตาย ใครจะไปทนกินตั้งห้าวัน) ซึ่งบทสรุปคือเราไม่กิน
อาหารเช้าที่โรงแรมจัดให้ พวกเรามีหน้าที่เตรียมหม้อหุง
ข้าวขนาดเล็กซึ่งได้อนุเคราะห์จากนักเรียนไทยคนอื่นไป
ด้วย ส่วนเพื่อนของภรรยาจะเตรียมข้าวสารอาหารแห้งไป
ส่วนมื้ออื่น ๆ ก็จะซื้อเพิ่มเติมเอา และกะว่าจะกินอาหารต้นตำรับฝรั่งเศสแค่มื้อสองมื้อเท่านั้น

กระเป๋าสี่ใบ ถูกจัดให้พร้อมสำหรับขึ้นเครื่อง (ต้องไม่มีของเหลวเกิน 100 ml แย่ใส่ถุงพลาสติกใส นม
เด็กเอาไปได้ ของที่ซื้อใน Duty Free เอาขึ้นเครื่องได้ อะไรวะ) ทั้งนี้เพราะเราต้องการประหยัดเวลา
จากสนามบินไปยังโรงแรมที่พัก กว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ถูกบรรจุไปด้วยสัมภาระของเจ้าตัว
เล็ก โดยเราต้องแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน

  1. พ่อจะต้องดูแลเอกสารสำคัญ กล้องถ่ายรูป กระเป๋าลากใบใหญ่ กระเป๋าเป้ใบเล็ก
  2. แม่จะต้องดูแลรถเข็น กระเป๋าลากใบเล็ก กระเป๋าสะพายสำหรับใส่เครื่องใช้ของเจ้าตัวเล็ก
  3. เจ้าตัวเล็กจะต้องดูแลตัวเองให้อยุ่ในความสงบ

เวลาจัดของนั้นสำคัญมาก จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายครั้งหลายหน ผมมีหน้าที่แค่เตรียมเสื้อผ้า
ส่วนตัววางไว้ให้ภรรยา และจัดเอกสารกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ทำมากกว่านั้น การจัดกระเป๋า
ด้วยคน ๆ เดียวนั้น นอกจากจะสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังลดปัญหาเรื่องความสับสน คำถามประเภทเธอ
เอานั่นใส่หรือยังคุณเอาไอ้นั่นใส่หรือยัง จะไม่ค่อยมี นอกจากนั้นการไปเที่ยวเมืองใหญ่คุณต้องเตือน
ตัวเองอยู่เสมอว่านี่เราไปเมืองใหญ่นะ (จริง ๆ ความคิดนี้ใช้ไม่ค่อยได้กับเมืองใหญ่ ๆ ในยุโรป ไว้
ตอนหลังจะบอกว่าทำไม)

เป็นอันว่าตอนนี้ขึ้นต้นด้วยกระเป๋าและจบลงที่กระเป๋า ชื่อตอนก็เลยต้องตั้งเป็นกระเป๋าอย่างเลี่ยงไม่
ได้

วันอาทิตย์, พฤษภาคม ๑๓, ๒๕๕๐

เที่ยวปารีสกับเจ้าตัวน้อยห้าวันห้าคืน ตอนที่ 1 ก่อนออกเดินทาง

 

การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนนั้น
สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาคู่มือดี ๆ ซักเล่มสองเล่ม หนังสือของ DK ดู
เหมือนจะเป็นเล่มที่ควรจะมีไว้หากนึกอะไรไม่ออก เนื้อหาในหนังสือ
ค่อนข้างละเอียด มีประวัติคร่าว ๆ ของสถานที่ต่าง ๆ ให้ศึกษาพอไว้
ประดับความรู้บ้าง ข้อเสียของตัวหนังสือเล่มนี้คือมันเยอะเกินไป ต้อง
มีเวลาอ่านและศึกษา ดังนั้นจึงไม่ค่อยจะเหมาะสำหรับการอ่านไป
เที่ยวไปเท่าใดนัก แต่การที่ตัวหนังสือมีรูปภาพมากรวมทั้งมีแผนที่
แบบสามมิติให้ดูกันหลง ก็ทำให้ตัวหนังสือมีประโยชน์มาก และแน่
นอนเมื่อคุณถึงปารีส ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่คุณจะ
พบเห็นได้บ่อย ๆ ก็คือคนถือหนังสือเล่มนี้ จริง ๆ มีหนังสืออีกหลาย
เล่มที่น่าจะมีติดไว้ แต่ด้วยราคาหนังสือในความเห็นแล้วคิดว่าเล่มนี้
ความจะเป็นเล่มที่ต้องมี

ตัวผมวางแผนเดินทางไว้เกือบครึ่งปี โดยในครั้งแรกตั้งใจจะไปกันเพียงสามคนพ่อแม่ลูก โรงแรมดี ๆ
ใกล้แหล่งคมนาคมจึงเป็นเป้าหมายแรกที่จะต้องเลือก เริ่มแรกเราพุ่งเป้าไปที่บริษัททัวร์ราคาถูก
อย่าง Tchibo ไว้ก่อน เพื่อจะได้ลดความยุ่งยากในการจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม นอกจากนั้นโรงแรม
ที่มีสัญญากับบริษัทพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นระดับสี่ดาวและรวมอาหารเช้าทั้งสิ้น แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว
สิ่งที่บอกไว้ในโฆษณาของบริษัทเหล่านี้ ที่บอกว่าเที่ยวสามวัน ห้าวัน กลับกลายเป็นว่าเราจะต้อง
เดินทางในเย็นวันแรกและกลับตอนเช้าของวันสุดท้าย นั่นหมายความว่าคุณซื้อแพ็กเกจสามวันคุณจะ
มีเวลาเที่ยวแค่วันเดียวเท่านั้น ใครจะเสียเงินไปกับบริษัทพวกนี้หล่ะ

จากความไม่คุ้มทุนดังกล่าว เราจึงเลื่อนแผนออกไปยาวไปจนถึงฤดูร้อน ช่วงเวลาที่ยุโรปจะมีแสง
อาทิตย์ไปถึงสี่ทุ่ม ทำให้มีเวลาเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ หรือที่นิยมเรียกว่าชะโงกทัวร์ และเป็นโชคดี
ที่ช่วงเวลานั้นเรามีเพื่อนร่วมทางพอดี ประมาณต้นเดือนเมษายนเดือนที่สวยที่สุดของยุโรปก็ได้ถูก
เลือกเป็นช่วงเวลาวางแผนการเดินทาง งบประมาณถูกวางไว้คร่าว ๆ ที่ 1500 ยูโร สำหรับสามคน
สามคืน  

โรงแรมเป็นตัวเลือกแรกที่คุณควรจะศึกษาและใช้เวลาตัดสินใจให้มาก เพราะถ้าคุณเลือกผิดนั่นหมาย
ถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะในปารีสจะมีรถอยู่สามประเภทที่คุณนั่งได้คือ รถบัส Metro และรถไฟ
RER ซึ่งรถไฟ RER นั้นจะต้องจ่ายเพิ่มและไม่สะดวกเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราไม่มีทางเลือกมาก
นักด้วยข้อจำกัดของวันและเวลา เลือกโรงแรมได้แต่ไม่มีเที่ยวบินราคาถูก มีเที่ยวบินราคาถูกแต่ไม่มี
โรงแรม บางทีได้ห้องราคาถูกแต่แหว่งไปหนึ่งวัน ไอ้วันที่แหว่งก็ดันมีราคาสูงเป็นสองเท่าถ้าอยาก
ได้จริง ๆ บางโรงแรมดีทุกอย่างแต่ให้พักแค่สองคนเป็นต้น เว็บที่พวกเราหาโรงแรมคือเว็บของ
โรงแรมเครือ Accor ที่ประกอบไปด้วยโรงแรมหลายระดับ แต่จนแล้วจนรอดก็หาที่ดี ๆ ไม่ได้ ด้วย
เงื่อนไขต่าง ๆ นา ๆ เช่นจำนวนวัน ราคาโรงแรมต้องอยู่ในเขต Metro เป็นต้น ยิ่งปล่อยให้เวลาล่วง
เลยก็กลายเป็นว่าตั๋วเครื่องบินราคาถูกก็หมด แต่แล้วโชคดีก็เป็นของเราเนื่องจาก SuiteHotel
โรงแรมระดับสามดาว มีแพ็กเกจพักสี่คืนจ่ายสองคืน นั่นหมายถึงเราจ่ายแค่คืนละ 50 ยูโรเท่านั้น และ
เราก็วางแผนให้เพื่อนอีกคนมาพักด้วยซึ่งจะจ่ายเพิ่มอีกแค่ 10 ยูโรต่อคืนรวมภาษีด้วยก็แค่ 49 ยูโรต่อ
สี่คืน ซึ่งเบ็ดเสร็จพวกเราผู้ใหญ่สามคน เด็กอีกหนึ่ง จ่ายค่าที่พักสี่วันแค่ 240 ยูโร ทั้ง ๆ ที่เป็น
โรงแรมที่อยู่เส้นขอบของใจกลางปารีส 

เรื่องต่อมาคือเรื่องตั๋วเครื่องบินราคาถูก เราเลือกสายการบิน Lufthansa ทั้งนี้เพราะมีเครื่องขึ้น
จากฮัมบวร์ก ราคาตั๋วถูกสุดคือ 89 ยูโร ต่อคน แต่ไม่ได้มีราคานี้ทุกเที่ยวบิน จริง ๆ กลายเป็นว่า
วันที่เราจะกลับไม่มีตัวราคาถูก และเนื่องจากเด็กก็ต้องจ่าย ดังนั้นถ้าราคาเพิ่มขึ้นต่อคน 20 ยูโร นั่น
ก็หมายความว่าเราต้องจ่ายเพิ่มเป็น 60 ยูโร ผมจึงออกความคิดว่า งั้นวันสุดท้ายก็เที่ยวให้คุ้มแล้ว
หาโรงแรมใกล้สนานบินที่ราคาถูกพักอีกคืน ด้วยความคิดนี้เราจึงต้องอยู่ปารีสห้าวันห้าคืน ออกจาก
ฮัมบวร์กด้วยเครื่องบินของสายการบิน Lufthansa เวลา 7 โมงเช้าวันเสาร์ และกลับเวลา 9 โมง
เช้าของวันพฤหัสบดี โรงแรมติดสนามบินคือโรงแรม Etap เสียค่าห้อง 49 ยูโร

เป็นอันว่าเราได้วันเวลา เพื่อนร่วมทาง ร่วมเที่ยว เที่ยวบิน โรงแรมที่พัก ที่เหลือเป็นการเตรียมตัวซึ่ง
เรามีเวลาประมาณ 1 เดือน การเที่ยวหนนี้ถือว่าเป็นการเที่ยวที่ไปแล้วกลับแค่สามคนพ่อแม่ลูก ไม่
เพื่อนร่วมทางไปด้วย เราจะมีเพื่อนร่วมเที่ยวก็เมื่อไปถึงที่ปารีสแล้วเท่านั้น