แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์, ตุลาคม ๒๕, ๒๕๕๑

เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 4 ปราสาทปราก

อ่านตอนเก่า ๆ ได้ที่

  1. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 1 เหนื่อยมากขอบอก
  2. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 2 ครึ่งวันแรก
  3. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 3 เที่ยววันแรก

หลังจากที่วันแรกชิมลางเดินเที่ยวเดินเล่นกันในเขต Old town square ของปรากเพื่อซึมซับ
บรรยากาศไปพอหอมปากหอมคอแล้ว แม่บ้านตื่นแต่เช้ามาจัดเตรียมข้าวของและอาหาร
ผมตื่นตามมาทีหลังไม่นานนัก แล้วช่วยภรรยาทำอะำไรก๊อก ๆ แก๊ก ตามแต่ที่จะทำได้โดยไม่
ขัดหูขัดตา เจ้าตัวน้อยยังหลับสนิทตามภาษาของเด็กตื่นสาย พฤฒิกรรมของเจ้าตัวน้อยนั้น
เรียกได้ว่าไม่หมดแรงไม่นอน และถ้าไม่ปลุกก็ยากที่จะลุก เนื่องจากพวกเราเลี้ยงลูกเองตลอด
ทำให้เข้าใจได้ว่า ถ้าเจ้านีรนอนไม่เต็มอิ่มหล่ะก็ การเที่ยวหฤโหดในวันนี้คงไม่ผ่าน คนมีลูกทุก
คนคงจะรู้ว่าเด็กนอนไม่เต็มอิ่มนั้นจัดการยากที่สุด

ภรรยาเป็นคนเตรียมของกินของใช้ ในขณะที่พ่อต้องรับผิดชอบเรื่องสิ่งของมีค่าทั้งหลาย เป็น
การแบ่งหน้าที่ที่ไ้ด้ทำกันมาหลายครั้งแล้ว โปรแกรมหลัก ๆ ของเราวันนี้ก็คือเที่ยวปราสาทปราก
ปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากที่พักเราไปก็ไม่ยากนั่งรถรางไปลงหน้าห้าง Tessco
แล้วต่อรถรางสาย 22 ขึ้นปราสาท การขึ้นรถรางนั้นจะต้องดูป้ายก่อนว่าเราขึ้นฝั่งถูกหรือเปล่า
หลัก ๆ ก็คือคุณควรจะมีแผนที่รถราง แล้วดูสุดสายไว้เทียบกับป้ายรถรางว่าไปทางเดียวกันกับ
เราหรือเปล่า ถ้านั่งผิดก็ไม่ต้องตกใจ ลงแล้วขึ้นใหม่ได้ เพราะรถรางที่นี่มีค่อนข้างถี่  พวกเรานั้น
ชำนาญการนั่งรถรางพอสมควรเพราะนั่งมาหลายเมืองหลายประเทศแล้ว การมีรถเข็นของเจ้า
ตัวน้อยจึงไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

รถรางพาพวกเราขึ้นเขาไปผ่านป่าซึ่งเป็นวิวสองข้างทาง ไปยังที่ตั้งของปราสาท จากป้ายที่เรา
ลงนั้นก็จะต้องข้ามถนนเดินไปอีกสองสามร้อยเมตรก็จะถึงหน้าประตูปราสาท อากาศค่อนข้างดี
การเดินร้อยสองร้อยเมตรจึงไม่มีปัญหา

ก็เหมือนกับพระราชวังทั่วไปที่จะต้องมีทหารยืนไว้ให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนถ่ายรูป  สิ่งที่ผู้คน
ชอบมากก็คือรอดูทหารเปลี่ยนเวร แต่เราไม่ได้ดูเพราะดูจนเบื่อหลายที่แล้ว อย่างไรก็ตาม
ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย

เมื่อเข้าด้านในชั้นนอกก็จะเห็นยอดโบถส์สีดำทะมึนตั้งโชว์ยอดอยู่ตรงหน้า โบถส์นี้แหละ
ที่เป็นสิ่งที่มองเห็นชัดที่สุดของบริเวณปราสาทจากระยะไกล  เนื่องจากเรามาถึงปราสาทปราก
ค่อนข้างสาย ทางเข้าโบสถ์จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อคิวเพื่อเข้าไปชมความงามของโบสถ์ ซึ่ง
ตัวโบสถ์มันเข้าฟรี คนจึงเยอะเป็นพิเศษ พวกเราเลยตัดสินใจยังไม่เข้า แค่ดูเวลาปิดไว้แล้ว
เดี๋ยวกลับมาใหม่

โบสถ์ด้านนอกซึ่งเหมือนกันทั่วยุโรป เราเดิมชมรอบ ๆ ตัวโบสถ์ก่อน โดยพยายามดูให้รอบ ๆ
จะได้ไม่ต้องดูซ้ำสอง

รูปปั้นที่ดูน่ากลัวรอบ ๆ โบสถ์

และแน่นอนตามธรรมเนียมไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องมีบางส่วนปิดซ่อม ใครโชคดีก็เจอส่วนที่
ไม่สำคัญซ่อมอยู่ ใครโชคร้ายก็เจอส่วนไม่สำคัญ เที่ยวนี้เราก็เจอบางส่วนปิดซ่อมเหมือนกัน

เนื่องจากเรามี Prague Card เราจึงวางแผนเที่ยวให้หมด ผมซื้อสติกเกอร์สำหรับถ่ายรูป
ราคาสองยูโรไว้ติดตัวด้วย เผื่อเอาไว้เวลามีเจ้าหน้าที่มาเตือนจะได้โชว์ ภายในปราสาท
ปรากนั้นไ่ม่น่าดูเท่าไหร่นัก อยู่ในสภาพที่กำลังปรับปรุง จุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากกว่า
ก็เห็นจะเป็นจุดชมวิว ซึ่งสามารถมองทิวทัศน์ของปรากได้ในมุมกว้างเห็นหลังคาสีส้มได้
ทั่ว

สำหรับช่วงแรกของการเที่ยวปราสาทปรากนั้น ผมไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่ เพราะ
ไม่ค่อยมีอะไรให้ดู

เอาเป็นว่าดูรูปไปพลาง ๆ จุดต่อไปที่เราจะไปเที่ยวกันนั้น ยังอยู่ในปราสาทปราก
แต่เป็นส่วนที่ผมชอบมาก ๆ นอกจากมีเรื่องราวมากมายยังมีสิ่งของให้ดูเยอะแยะ
ไปหมด นั่นคือส่วนของบ้านศิลปิน หรือที่เรียกว่า Golden Lane นั่นเอง

Golden Lane นั้นชื่อที่คนไทยรู้จักก็คือบ้านศิลปิน ภาพแรกเห็นของตรอกเล็ก ๆ แห่ง
นี้ก็คือตึกแถวหลังเล็ก ที่มีสินค้าหลากหลายไว้บริการแขกผู้มาเยือน ซึ่งเด่นที่สุดเห็นจะ
เป็นร้านที่ขายชุดนักรบโบราณ เพราะว่าพอเข้าตรอกบ้านศิลปินมาก็จะเจอชุดเกราะนัก
รบโบราณชี้ชวนให้ขึ้นไปดูข้างบน

คนขึ้นไปไม่เยอะมากหรอกครับ คงไม่กล้าขึ้น เพราะทางเดินทั้งแคบและมืด
ถ้าวัดขนาดของชุดเกราะ คนสมัยก่อนก็ไม่ได้ตัวเล็กอะไรแต่บ้านนั้นจะเล็ก ๆ
แคบ ๆ พอขึ้นไปด้านบนก็จะพบตู้โชว์ชุดเกราะ อาวุธ ต่าง ๆ ของนักรบโบราณ
เต็มไปหมด

ส่วนของโล่ห์

ที่ทรมานนักโทษ

ชุดเกราะเด็ก ชั้นสามในส่วนขายชุดเกราะที่ระลึก (ใครจะซื้อ)

ตู้โชว์ชุดนักรบโบราณ ที่มีป้ายบอกยุคสมัยและบอกด้วยว่าเป็นของใคร (น่าจะทำขึ้นใหม่)

จะเห็นว่าคนไม่เยอะ

ดูป้ายกันชัด ๆ

ในชั้นบนนี้ชุดที่เป็นจุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นชุดเกราะของกษัตริย์
ซึ่งป้องกันการสูญพันธ์กันเลยทีเดียว

พอเดินเที่ยวส่วนชุดเกราะได้สักพัก เจ้าตัวน้อยก็ทำเรื่องอีกแล้ว คือปวดฉี่ขึ้นมา
ตอนนั้นอยู่ชั้นสอง ต้องอุ้มวิ่งลงมาข้างล่าง หาห้องน้ำไม่เจอ ทำไงได้ก็วิ่งไปฉี่
หลังตึก(ปราสาท) ค่อนข้างโล่งใจที่เจ้าตัวน้อยฉี่ตรงนี้ เพราะบริเวณหลังกำแพงนี้
ไม่บอกก็รู้ว่านอกจากเป็นหลังเขาแล้วยังเป็นส้วมสาธารณะของแขกผู้มาเยือน
อีกด้วย รู้ได้ด้วยกลิ่น

พอกลับมาที่ตรอกเราก็ไปดูร้านทำเครื่องแก้ว ร้านนาฬิกา และจุดที่สำคัญที่สุดที่
ผู้คนมักจะไม่รู้ ก็คือบ้านเลขที่ 22 สีฟ้าใส บ้านที่ทำให้ถนนแห่งนี้มีชื่อว่า ตรอก
ทองคำ ถ้าสังเกตดี ๆ บ้านนี้จะมีป้ายชื่อเจ้าของบ้านด้วย คือบ้านของ
Franz Kafka
นักเขียนชื่อดังมาก ๆ และได้มานั่งทำงานในบ้านหลังนี้ ผู้คนตา
น้ำข้าวมากมายพอเจอบ้านหลังนี้ก็ตรงรี่เข้าไปถ่ายรูปทีเดียว ในขณะที่คนเอเชีย
ให้ความสนใจกับบ้านหลัง ๆ เล็ก หน้าตาแปลก ๆ มากกว่า ที่ตรอกแห่งนี้ยังเป็นที่
อยู่ของนักเขียนโคลงกลอนรางวัลโนเบลอีกคนนึ่งคือ Jaroslav Seifert ด้วย

พอจบจากบ้านศิลปินแล้ว เราก็เดินวนไปเที่ยวด้านหลังปราสาทจะคนไทย
หลายคนที่มาประชุมวิชาการที่นี่ (มีอาจารย์หมอมาประชุมที่นี่ร่วมสองร้อยคน) ก็
โชคดีเหมือนกันที่ได้เจอกับกลุ่มของน้องชาย แล้วเราก็ย้อนกลับไปยังโบสถ์ที่เรา
เดินผ่านมาตอนแรก การเที่ยวปราสาทปรากครึ่งแรกก็จบลงเท่านี้

วันศุกร์, ตุลาคม ๑๗, ๒๕๕๑

เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 3 เที่ยววันแรก

อ่านตอนเก่า ๆ ได้ที่

  1. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 1 เหนื่อยมากขอบอก
  2. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 2 ครึ่งวันแรก

หลังจากที่เราพักผ่อนและเปลี่ยนอิริยาบทจากการนั่งรถไฟอันยาวนานแล้ว เราก็เริ่มวางแผนว่าจะ
เที่ยวอย่างไรให้ไม่ต้องกลับมาอีก และเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามที่จะมีคนมาถามว่าได้ไปนั่นมาหรือ
เปล่า ได้ไปนี่มาหรือเปล่า ทำให้ 5 วันกลายเป็นวันที่ทั้งประทับใจ ทั้งเหนื่อย ที่น่าแปลกใจคือวันที่
สองเจ้าตัวน้อยถึงกับสลบไปตั้งแต่หัวค่ำและนอนยาวไปถึงเช้า เท่าที่รู้น้อยครั้งมากที่เจ้านีรจะเป็น
อย่างนั้น

จากโรงแรมที่เราพักนั้นเดินลงเขามานิดเดียวก็ถึงป้ายรถรางที่เป็นชุมทาง คือมีรถรางสามสี่สายวิ่ง
ผ่านจากตรงนี้จุดแรกที่เราจะไปคือโรงแรมที่น้องชายของภรรยาพัก ไปไม่เจอก็เลยฝากข้อความ
ไว้กับเจ้าหน้าที่ แล้วเราก็มุ่งหน้าเข้าเมืองโดยมีเป้าหมายว่าเดินเล่นรอบ ๆ ไม่เที่ยวเจาะที่ได้ที่หนึ่ง

จุดแรกที่ไปนั้นเป็นสถานีรถรางใหญ่แล้วเราก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะไปเจอสถานที่ข้างบน
ด้านขวามือเป็นโรงโอเปร่าที่สวยงามที่ชื่อ Municipal House ที่ดูใหม่และขัดแย้งกับด้านซ้ายมือ
อย่างยิ่ง ซึ่งด้านซ้ายคือ powder gate tower สีดำเมี่ยมเลย (แสดงว่าเก่ามาก) จริง ๆ เรามี
โปรแกรมจะขึ้นไปข้างบนด้วยแต่ไม่ได้ขึ้น เข้าโรงโอเปร่าก็ไม่ได้เข้าเพราะเกรงว่าเจ้าตัวน้อยจะ
ไปรบกวนคนอื่น อีกอย่างไม่มีเงินและแต่งกายไม่เหมาะสมในการเข้าชมด้วย จุดนี้ผู้คนพลุก
พล่านมากและวันแรกเจ้าตัวน้อยก็ทำเรื่องที่น้อยคนนักจะได้ทำอีกแล้ว คือการยืนฉี่ข้างตู้
โทรศัพท์ตรงข้าม Municipal House นั่นและ บ้านเราเวลาสุดปัญญาจริง ๆ ก็จะท่องคาถาว่า
"หมายังเี่ยี่ยวได้ ทำไมเด็กจะฉี่ไม่ได้" จริง ๆ เจ้าตัวน้อยหลังจากที่ปฏิเสธผ้าอ้อมสำเร็จรูป
ท่านก็สร้างวีรกรรมไว้หลายครั้ง ที่ปรากนี่ก็นับไม่ถ้วน

พอเดินทะลุตัวป้อมเข้ามาก็จะเห็นฉากหลังของ powder gate ซึ่งสวยงามมากทีเดียว ประกอบ
กับวันแรกฟ้าสวย ถึงแม้กล้องจะไม่ดีก็ัยังพอได้ภาพสวย ๆ (รูปแต่งนิดหน่อย)

เดินชมนกชมตึกไปเรื่อยคุณก็จะมาถึงจุดที่เรียกว่า Old town square ตรงนี้ผมคอยเตือน
ภรรยาว่ายังเรายังไม่เที่ยวแค่สำรวจ (ผมบ้าเนาะ) ที่นี่เป็นจุดที่ผู้คนเยอะมาก และสำหรับวัน
แรกนี่เราก็ไม่คิดเลยว่าเราต้องมาที่นี่ทุกวัน ไม่ใช่เพราะมันสวยประทับใจอะไรมาก แต่ขากลับ
โรงแรมนึกอะไรไม่ออกก็มาที่นี่ก่อน ที่ Old town square มีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ให้ดูเยอะ
มาก ๆ และเป็นโชคดีที่เราเข้าไปข้างในได้หมด ซึ่งจะมาเข้าวันหลัง

โบสถ์ St. Nicholas Church ศิลปะบาร็อก ถ้ามองจากจุดที่เดินมาก็จะอยู่ทางด้านซ้ายมือสุด
และถ้าคุณหลังกลับไปหลังจากเดินมาได้นิดหน่อย คุณก็จะได้เห็นโบสถ์สองยอดที่สวยงามเป็น
จุดที่เด่นที่สุดของฟากนี้ (เข้าฟรี ข้างในสวยงามทีเดียว)

ซึ่งโบสถ์ที่ว่านี้มีชื่อว่า Týn Cathedral ซึ่งชื่อเต็ม ๆ คือ The Church of Our Lady in front of
Týn ถึงตรงนี้พอพ่อแม่เริ่มมัน ลูกน้อยก็เริ่มเบื่อ ไม่รู้จะชื่นชมความงามอะไรกันนักหนา วิธีแก้ก็ต้องตาม
ใจลูกบ้าง ชี้ชวนให้ดูโน่นดูนี่มั่ง ให้เข็นรถเข็นบ้าง ก็พอจะลดความหงุดหงิดของเจ้านีรลงได้บ้าง

นี่ไง หลังจากได้เข็นรถเข็น อารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นแบบนี้

ที่เห็นในรูปข้างบนคือ Old Town Hall ที่เป็นที่ตั้งของ Astronomical Clock อันโด่งดัง ใครผ่านมา
ที่นี่ก็จะทำสองอย่าง
คือถ่ายรูปกับนาฬิกาและรอดูตุ๊กตาไขลาน อันนี้ต้องขอบอกว่าถ้าใครจะไป
มึนเซ่น(มิวนิค)
ต่อก็ไม่ต้องเสียเวลาดู เพราะที่ศาลาว่าการเมืองที่นั้นมีตุ๊กตาไขลานที่น่าดูกว่า
เยอะ
แต่ถ้าใครไม่ได้ไปเยอรมันต่อ ตรงนี้ก็น่าดูมาก อย่างน้อย ๆ ก็ได้ร่วมตื่นเต้นกับฝูงชนเพื่อคอย
ชี้ชวนให้เล็งตุ๊กตาไขลานที่ว่า ใน Old Town Hall มีไกด์ รถม้า เอกชน ไว้บริการมากมาย และข้าง
ในก็มีห้องน้ำ (เสียเงินเล็กน้อย) และข้อมูลบริการนักท่องเที่ยว วันนี้เรายังไม่ขึ้นไปข้างบน ซึ่งจะมา
ขึ้นในวันหลัง

ช่องหน้าต่างด้านบนนาฬิกานี่แหละ ที่ผู้คนให้ความสนใจมากกว่านาฬิกา สำหรับตัวผมก็ตื่นเต้น
ไม่ใช่น้อย เพราะคนพยายามชี้ให้ดู แต่ก็มองไม่เห็น ตรงนี้คุณอาจจะได้พบเจอคนไทยด้วย

แม่คนสวยกับลูกชายสุดหล่อก็ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย สังเกตเจ้านีรครึ่งบน(ส่วนหัว)นั้น
เหมือนแม่ยังกะโขกดินน้ำมันออกมา

มุมที่สวยที่สุดของ Old Town Square ในสายตาผม ช่วงรอยต่อระหว่างฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงเป็น
ช่วงที่เหมาะสมกับการเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศไม่ร้อนและแสงแดดมียาวไปถึงสองทุ่ม ที่แย่
หน่อยก็คือมันเป็นฤดูท่องเที่ยว ถ้าอยากพักโรงแรมค่าที่พักจะแพงขึ้นมาก ตรงบริเวณตรอกที่เห็น
ในรูปข้างบน ด้านซ้ายมือจะมี hostel ที่ว่ากันว่าดีที่สุดด้วย แต่ต้องจองกันนานหน่อย จากตรงนี้เรา
ก็เดินกลับหลังแล้วเดินตรงออกมา

เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามทางไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอสิ่งที่ทุกคนถามหาเมื่อมาเยือนปราก นั่นคือ
Charles Bridge, Prague ภาพที่เห็นตรงเบื้องหน้าคือ Old Town Bridge Tower จุดเริ่มต้นด้าน
หนึ่งของสะพานที่มีชื่อเสียง ทั้งตัวหอคอยและตัวสะพานนั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเป็น
สัญลักษณ์ของปราก น่าเสียดายจริง ๆ ที่ช่วงที่ไปสะพานปิดซ่อมพื้นบางส่วน ทำให้จำนวนคนขาย
ของนั้นน้อยลงไป และรูปปั้นบางรูปก็ไม่สามารถถ่ายได้ ซึ่งรูปปั้นแต่ละอันนั้นจะมีประวัติรวมถึง
ความเชื่อต่าง ๆ ที่ผู้คนจะต้องไปสัมผัส แน่นอนครอบครัวเราก็มาที่นี่ทุกวันเหมือนกัน

ภาพถ่ายปราสาทปราก ปราสาทโบรณาณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จริง ๆ แสงหมดแล้ว ภาพ
ที่เห็นนั้นมีการแต่งแสงพอสมควร วันพรุ่งนี้เราวางแผนจะไปเที่ยวที่นั่นกัน พอถ่ายรูปชุดนี้เสร็จ
ก็ทุ่มกว่าแล้ว เราต้องรีบไปขึ้นรถรางเพื่อไปซื้อของที่ Tessco ที่เปิดแค่สองทุ่ม พอลงรถราง
ได้เราก็วิ่งเข้าห้าง Tessco ทันที ของที่ซื้อก็คือน้ำดื่ม ข้าวหอมมะลิ (เราเอาหม้อหุงข้าวมาด้วย
ก็ต้องประหยัด) ขนมปัง ผักสด นมสด แอปเปิล ที่ขาดไม่ได้คือไก่รมควันทั้งตัว รายการหลังเนี่ย
ได้ประสบการณ์จากตอนที่ไปเที่ยวปารีสคราวก่อน เพราะตัวหนึ่งกินได้สามวันทีเดียว แถมราคา
แค่ประมาณสามยูโร เวลากินก็ง่ายเนื่องจากสุกแล้ว ยัดเข้าไมโครเวฟสองสามนาทีเป็นอันกินได้
ซื้อไปซื้อมาของเต็มสองมือ

ที่ปรากนั้นมีข้อเสียอย่างหนึ่งคือคนที่อายุประมาณ่ห้าสิบขึ้นไปนั้น พวกนี้จะไม่ค่อยยิ้มแย้มและ
เป็นมิตรเท่าไหร่ เนื่องจากผ่านช่วงลำบากมาเยอะ สงคราม อยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต
คนแก่ที่นี่จะพูดภาษาเยอรมันได้ เพราะว่าปรากเคยตกเป็นของนาซีอยู่พักหนึ่ง และจะพูดภาษา
อังกฤษไม่ได้ แต่คนหนุ่มสาว (หน้าตาดูดีกว่าเยอรมัน) จะพูดภาษาอังกฤษกันคล่อง
(อันนี้น่าจะเป็นข้อพิสูจน์อันหนึ่งว่า ภายใต้การปกครองของโซเวียตผู้คนไม่น่าจะมีความสุขกัน)

ก่อนกลับบ้านเราำแวะโรงแรมที่น้องชายของภรรยาผมพัก แล้วเจ้าตัวเล็กก็ได้ของฝากจากเมือง
ไทยเพียบ ที่ถูกใจสุด ๆ เห็นจะเป็นชุดนี้ (น้องสาวภรรยาซื้อฝากมา)

เจ้าตัวเล็กใส่ไม่ยอมถอด ใส่กระโดดไปกระโดดมาอยู่เป็นชั่วโมง ขณะที่กำลังจะออกลาดตระเวณ
ก็สะดุดขากางเกงหัวฟาดพื้นดังตุบ คราวนี้เจ็บหนักเก็บอาการไม่อยู่ปล่อยโฮออกมาสามสิบวินาที
แล้วก็ซ่าต่อ

วันอังคาร, ตุลาคม ๐๗, ๒๕๕๑

เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - วันแรก

ดูตอนเก่าได้ที่


  1. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - เหนื่อยมากขอบอก

เราออกจากบ้านกันไม่เช้ามากนักประมาณ 7 โมงครึ่ง เพื่อไปขึ้นรถไฟ EC ให้ทันตอน 8 โมงครึ่ง เรา
ออกจากบ้านในขณะที่เจ้าตัวน้อยยังหลับอยู่ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ภาพที่เห็นในขณะเดินทางก็
จะเป็นภาพที่ชินตาของครอบครัวเรา ไปไหนก็ไปสามคน


เมื่อมาถึงสถานีรถไฟใหญ่ของฮัมบวร์ก เมื่อใกล้เวลารถไฟมา เจ้าตัวน้อยก็ลืมตาขึ้นดูสภาพแวดล้อม
เป็นครั้งแรกในสภาพที่ไม่เต็มใจนัก ตามรูปข้างบน

การเที่ยวรอบนี้คุณย่าเยอรมัน (เลขาฯ โปรฯ ที่รักครอบครัวเรามาก ๆ ) ได้แนะนำให้เราหาของเล่น
ติดตัวไปด้วย และงวดนี้คุณย่าได้ลงทุนซื้อเกมส์ UNO และ Schwarzer Peter (เกมจับคู่ไพ่
สำหรับเด็ก)ไว้ให้หลานเล่นทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าเด็กวัยสามขวบครึ่งอย่างเจ้านีรจะสามารถเล่นเกมทั้ง
สองได้เหมือนผู้ใหญ่ (ใครสนใจมาท้าแข่งได้ แต่แพ้ไม่รับรอง) ทำให้การเดินทางครั้งนี้เราค่อนข้าง
มั่นใจว่ามีของให้เจ้านีรไว้เล่นตลอดการเดินทางที่น่าเบื่อบนรถไฟนี้

บนรถไฟหนนี้เราได้จองตู้ไว้ ซึ่งตู้หนึ่งนั่งได้หกคน เพื่อนร่วมทางของเราเป็นคุณย่ากับหลานสองคน
ระหว่างที่น้องนีรยังไม่เบื่อที่จะดูวิวรอบข้าง เราพ่อแม่ก็พอมีเวลาวางแผนการท่องเที่ยว โดยสรุปไว้
ว่าเราจะไม่ไปเที่ยวเมืองอื่นนอกจากปราก

เวลาเดินทางไปต่างเมืองแบบนี้ถ้ามีเงินขึ้นเครื่องบินได้ก็น่าจะขึ้นเพราะเด็ก ๆ จะไม่ค่อยนอนแล้วจะ
กวนคุณไปตลอดทาง นอกจากคุณไม่มีเวลานอนแล้วคุณยังจะต้องคอยเอาอกเอาใจเจ้าตัวน้อยอีก
รถไฟสายที่เรานั่งผ่านเมืองใหญ่อยู่สองเมืองคือแบร์ลิน(เบอลิน)กับเดรสเดน(Dresden) ซึ่งเมือง
หลังนั้นเป็นอีกเมืองที่สวยมากในเยอรมัน และเป็นเมืองอีกเมืองที่เราวางแผนไว้ว่าถ้ามีเงินเหลือเก็บ
ก็จะมาเที่ยวกัน ช่วงจากแบร์ลินไปเดรสเดนนั้นเป็นช่วงที่พ่อแม่ลูกเริ่มเหนื่อย ลูกเริ่มควบคุมระเบียบ
ตัวเองไม่ไหวเพราะพลังงานเริ่มน้อยลง ช่วงนี้เองที่เราต้องควัก UNO และ Schwarzer Peter มา
เล่น เจ้าตัวน้อยนอกจากจะเล่นเองแล้วยังไปชวนเด็กอีกสองคนข้าง ๆ ให้เล่นด้วย และตามที่คาดไว้
ว่าคงมีเด็กเล็ก ๆ ในโลกใบนี้ไม่กี่คนหรอกที่จะสนใจเล่นเจ้า UNO หลังจากที่โดนปฏิเสธแบบสุภาพ
เจ้านีรก็พยายามอีกหลายครั้ง และครั้งสุดท้ายเจ้าตัวน้อยสุดหล่อของเราก็หมดความอดกลั้นหันมา
ร้องไห้น้ำตาไหลอาบสองแก้มเป็นที่น่าสงสารยิ่งนัก ผู้เป็นพ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร โชคดีที่ไม่นาน
รถไฟก็จอดที่สถานีหลักของเดรสเดนและเด็กสองคนก็ต้องลง ทำให้เจ้านีรสงบลงได้บ้าง



จากเดรสเดนไม่นานก็ผ่านเข้าพรหมแดนสาธารณรัฐเช็ก ป้ายสองข้างทางก็เปลี่ยนไปเป็นภาษาอย่าง
ที่เห็นในรูปข้างบน สภาพบ้านเรือนและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ดูไม่ต่างจากที่เยอรมันมากนัก
ช่วงนี้เองที่เริ่มมีผู้โดยสารหน้าใหม่ขึ้นมาบนรถไฟ(เข้าใจว่าเช็กก็ใช้ตั๋วราคาเดียวกันกับรถทุกประเภท
เหมือนกับประเทศรอบข้างเยอรมัน--เยอรมันได้ชื่อว่าค่ารถไฟแพงที่สุดในยุโรป) และผ่านไปราว ๆ
เกือบชั่วโมงรถไฟก็เข้าจอดที่สถานีหลักชั่วคราว(เรามารู้ตอนหลังว่าสถานีหลักปิดซ่อมอยู่) และด้วย
ความที่เป็นสถานีชั่วคราวนี้เองสภาพจึงค่อนข้างแย่ ผมเองนึกถึงคำเตือนเรื่องล้วงกระเป๋าอยู่ตลอด
เวลาเลยมิได้มีความอยากจะบันทึกภาพแย่ ๆ เหล่านี้ไว้ ที่สถานีนี้เราตัดสินใจกดเงินจากบัญชีที่เมือง
ไทยมาใช้โดยได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรจะแลกเงินยูโรเป็นเงินเช็คเยอะ เราเลยเสี่ยงดวงกดเงินจาก
เมืองไทยทั้งหมดหกพันเช็กโคน เป็นค่าโรงแรมซะสี่พันและที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการเที่ยวห้าวัน

จากสถานีรถไฟที่ย่ำแย่ เราก็นั่งรถราง(แทรม)สาย 5 เพื่อไปเข้าที่พัก สภาพเมืองตอนแรกที่เราเห็น
ทำให้ใจนึกไปถึงความแย่ ๆ ตลอดทาง แต่พอเข้าเขตเมืองแล้วบ้านเรือนก็ดีขึ้นผิดหูผิดตา และแล้ว
เราก็มาถึงป้ายรถรางอันเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานของโรงแรมแบบอพาร์ตเมนท์ที่เราจองเอาไว้
เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องและเตรียมทุกอย่างไว้ให้เราหมด ไม่ว่าจะเป็นกุญแจ หรือแผนที่
รวมทั้งแนะนำสถานที่เที่ยวต่าง ๆ ที่ควรไปไว้ให้ จากสำนักงานเราต้องเดินขึ้นเนินไปประมาณร้อย
เมตร และห้องพักเราอยู่ชั้นสามมีลิฟท์บริการ พอถึงห้องพักพวกเราก็ยิ้มออกทีเดียวเพราะสภาพเป็นไป
ตามที่คาดหวังไว้



มีเตียงสำหรับเด็กให้เจ้าตัวน้อย ครัวสภาพยังใหม่มีเตา ที่ดูดควัน เตาอบ เครื่องล้างจาน ตู้เย็นพร้อม
ตู้แช่แข็งกาต้มน้ำร้อน ไมโครเวฟและเตารีดให้พร้อม (เตาเอบมีปัญหานิดหน่อยเพราะแขกคนก่อนกด
เบรกเกอร์ไว้ ทำให้ผมต้องกลับไปถามที่อยู่ของเบรกเกอร์ซึ่งลึกลับมากเพราะอยู่ด้านในของตู้ติดตู้
เย็น)ชั้นที่เราอยู่มีสามห้องสำหรับคนพักประมาณ 12 คนได้ เผอิญห้องอีกสองห้องยังไม่มีแขกผมเลย
แอบไปขอใช้บริการดูโทรทัศน์เพื่อดูข่าวเมืองไทยจาก CNN อยู่เนือง ๆ ส่วนห้องน้ำนั้นแยกเป็นสอง
ห้องห้องหนึ่งสำหรับธุระหนัก(ซึ่งใช้ร่วมกันกับห้องธุระเบา)อีกห้องหนึ่งเป็นห้องอาบน้ำ

ใครสนใจโรงแรมลองติดต่อได้นะครับที่ Astra Accommondation แล้วถ้าบอกผู้ให้เช่าว่าได้รับการ
แนะนำจากครอบครัวเราจะได้ลดอีกสิบเปอร์เซ็นต์ (ส่วนครอบครัวเราไม่ได้อะไร :( เศร้า) อยากได้
ชื่อครอบครัวเราก็ฝากคอมเมนต์กับอีเมลติดต่อแล้วเราจะติดต่อไปครับ

วันจันทร์, กันยายน ๒๙, ๒๕๕๑

เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - เหนื่อยมากขอบอก

เที่ยวปรากคราวนี้เป็นการเที่ยวประจำปลายปีของเรา สาเหตุที่เลือกปรากเพราะน้องชายของภรรยา
จะมาประชุมวิชาการที่ปราก เมืองที่น่าเที่ยวที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป ภรรยาให้ความเห็นว่าไม่ได้สวยที่
สุดเทียบปารีสยังไม่ได้ (ผมพูด) แต่สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเห็นจะได้แก่ความครบเครื่อง ระบบขนส่ง
มวลชนที่ดีเลิศ (โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเมืองไม่กี่เมืองในโลกที่ระบบขนส่งมวลชนจะดีกว่าเยอรมัน)
เป็นเมืองที่ผู้คนพูดจาภาษาอังกฤษได้ดี

แน่นอนคราวนี้เนื่องจากเบี้ยน้อยตามปกติ การวางแผนจึงทำกันเป็นเดือนไม่ใช่เพื่อทำลายสถิติเที่ยว
ปารีสที่เที่ยวห้าวันหนึ่งครอบครัวพักโรงแรมสามดาวใช้เพียงแปดร้อยยูโร แต่เพราะเงินไม่พอจริง ๆ
(หลายคนบอกว่าไม่มีเงินแล้วไปเที่ยวทำไม คำตอบง่าย ๆ ครับคือไปปลดปล่อย ชีวิตในเยอรมันค่อน
ข้างน่าเบื่อและจำเจ) พอตัดสินใจได้ว่าจะต้องไปปรากแน่นอน คุณภรรยาก็ทำหน้าที่ค้นหาวิธีเดิน
ทางก่อนเป็นอันดับแรก เราออกจะโชคดีที่หาตั๋วรถไฟถูกได้แต่ก็โชคร้ายนิดหน่อยที่การโดยสารรถ
ไฟใช้เวลานานมาก จึงต้องใช้วิธีออกแต่เช้าเข้าบ้านตอนดึก และงวดนี้ดึกจริง ๆ ครับ เพราะรถไฟเที่ยบ
ท่าผิดเวลาไปครึ่งชั่วโมงต้องนั่งรอรถเที่ยวต่อไปอีกเป็นชั่วโมงที่แบร์ลิน (เบอลิน) ทำไมต้องออกเช้า
เข้าบ้านดึก ก็เพื่อจะได้ไม่เสียเงินพักโรงแรมฟรีนั่นเอง

การเที่ยวปรากใครก็ว่าเที่ยวสองวันทั่ว ปรากฎว่ารอบนี้ห้าวันยังไม่ทั่ว ต้องทำความเข้าใจนิดหน่อยว่า
ครอบครัวเราไปกับลูกน้อยวัยซน (เด็กสามขวบครึ่งคนนี้ไม่ค่อยหลับไม่ค่อยนอน) จะให้ออกเช้ากลับ
ดึกคงไม่ได้ (แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ออกสิบโมงกลับสี่ทุ่มทุกคืนเหมือนกัน) ดังนั้นต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับ
งานนี้ด้วย สรุปไปสรุปมาก็ได้เป็นเวลาค้างคืนสี่คืน และกว่าจะตกลงกันได้ว่าไปตั้งแต่วันไหน ก็ใช้
เวลาอภิปรายกันนาน ทั้งนี้ต้องจองรถไฟล่วงหน้า ตอนจองรถไฟยังเผื่อใจไว้แวะเที่ยวบางทางตะวัน
ออกของเยอรมันอีกด้วย

พอได้ตั๋วรถไฟแล้ว ผ่านไปเป็นเดือนทีเดียวกว่าเราจะได้โรงแรม ซึ่งเรื่องโรงแรมต้องเข้าใจว่าเราไป
เป็นครอบครัว ดังนั้นต้องเที่ยวเหนื่อยของนอนสบาย จ่ายเพิ่มอีกนิดดีกว่านอนโฮสเตล (มันแพงกว่า
กันนิดเดียวเองนะ แต่ดีกว่าเยอะมาก ๆ) การเลือกโรงแรมภรรยาเป็นคนหา ผมช่วยตัดสินใจ โดยการ
เลือกนั้นตั้งอยู่บนข้อกำหนดว่า

  1. ใกล้ขนส่งมวลชน
  2. ราคาสี่วันไม่ควรเกินสองร้อยยูโร
  3. มีครัวให้ (เพื่อประหยัดค่าอาหาร)
  4. ถ้าเลือกได้ขอห้องน้ำในตัว

ถ้ามานั่งช่วยเราหาโรงแรมคุณก็คงรู้ว่ามันยากจริง ๆ เราใช้เวลาในการหาโรงแรมเป็นอาทิตย์ ด้วย
ความที่เราไม่เคยไปปรากมาก่อน (เคยไปแล้วจะไปอีกทำไมหล่ะ) เราจึงไม่รู้ว่าระยะทางในแผนที่กับ
ระยะทางจริงมันเป็นอย่างไร ก็ต้องเผื่อไว้ว่าโรงแรมไม่ควรไกลป้ายรถราง

เกือบจะถอดใจยอมเพิ่มเงินในข้อสองไปแล้ว สุดท้ายเราก็ได้โรงแรมแบบ Apartment ที่ส่งอีเมล
ไปถามเจ้าพนักงานก็ตอบกลับมาทันใจ เราจึงเลือกโรงแรมนี้โดยตัดข้อ 4 ออก ในราคาสี่วัน 2+1 คน
แค่คือละ 1000 (ประมาณ 40 ยูโร ได้ห้องมีครัว มีเครื่องล้างจาน ตู้เย็น ) และเป็นโชคดีที่เราก็
สามารถหา Prague Card พร้อมตั๋วสามวันในราคาที่ถูกมาก ๆ (ซึ่งเราได้มาก่อนเดินทางแค่อาทิตย์
เดียว) ราคาเรียกว่าแพงกว่าตั๋วสามวันนิดเดียวเท่านั้น ทำให้ประหยัดไปได้อีกเยอะ

การเตรียมตัวเดินทางอีกขั้นตอนหนึ่งคือคู่มือ คู่มือตามความเห็นของเราสองคนแล้วต้องเน้นรูปเยอะ
เพราะจะได้ไม่ต้องเดินหา ก็ลงที่หนังสือของ DK ราคาไม่แพง รูปเยอะ คุณภาพดี

prague

พอทุกอย่างลงตัว เราก็มานั่งวิเคราะห์กันว่าเวลาห้าวันสี่คืนที่มีจะไปไหนบ้าง ถ้ามี Prague Card 
แบบเรา แล้วไม่คิดจะเก็บแต้มชะโงกทัวร์ก็ขอบอกว่าห้าวันสี่คืนนั้นยังไม่พอ

วันเสาร์, กันยายน ๐๖, ๒๕๕๑

West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่จบ

มาถึงตอนจบที่มีเรื่องเสียวสุด ๆ ซะ ที ใครอยากอ่านตอนเก่า ๆ ก็เชิญตามลิงค์ข้างล่างนะครับ

  1. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 7
  2. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 6
  3. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 5
  4. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 4
  5. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 3
  6. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 2
  7. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 1

ขากลับเราเหลือตั๋วรถไฟอีกสี่เที่ยวสำหรับสามคนซึ่งเป็นไปตามแผนพอดี แผนพอดีที่ว่าคือนั่งรถไป
ให้ถึงชายแดนเยอรมันแล้วเดิมข้ามไป อันนี้ถูกสุด แต่ไม่ได้ทางที่ง่ายที่สุดก็กลายเป็นนั่งรถไฟไปลง
Liège
  แล้วนั่งรถไฟท้องถิ่นเรียบแม่น้ำไรน์ แผนนี้เป็นแผนที่ถูกที่สุดแล้วในการข้ามประเทศจาก
เบลเยี่ยมไปยังฝั่งตะวันตกของเยอรมัน

แต่การเดินทางตามแผนนี้ด่านแรกคือต้องนั่นรถไฟ TGV ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงของเบลเยี่ยม แต่ตั๋ว
ที่เรามีคือตั๋วรถไฟระหว่างเมือง ซึ่งท่าเทียบกับที่เยอรมันก็คือตั๋วรถ RE เท่านั้น ผมเองจำได้ว่าตอน
ไปเนเธอร์แลนด์ตั๋วมีแบบเดียว คือตั๋วราคาเดียวกันใช้ได้กับรถทุกประเภทในประเทศ แต่ไม่มีใครมั่น
ใจได้ว่าเงื่อนไขแบบเดียวกันนี้จะใช้ได้กับเบลเยี่ยมหรือเปล่า เราไม่มีทางเลือกต้องเสี่ยงเท่านั้น
เพราะไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วที่จะไป Liège ให้ทันเวลาตามที่วางแผน ดังนั้นอย่างไรซะก็ต้องขึ้น
รถไฟ TGV พอขึ้นไป พวกเราก็นั่งตัวแข็งภาวนาว่านายตรวจอย่าพึ่งตรวจเลย

เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และไม่ได้ช่วยคลายความกังวลให้พวกเราเลย ในที่สุดนายตรวจก็มาแล้ว
ตรวจตั๋วแบบปกติในขณะที่คนถูกตรวจลุ้นระทึก คนยื่นตั๋วซึ่งเป็นผมนั้นพยายามทำหน้าตาให้ปกติที่
สุดแล้วก็พยายามนึกถึงประโยคภาษาอังกฤษที่หมายถึง “ก็ผมไม่รู้” ไปด้วย น้องแซนซึ่งนั่งตรงข้ามก็
หน้าซีดจากที่หน้ากลม ๆ ปล้อง ๆ ตอนนี้ก็หดเหลือสองนิ้ว นายตรวจยื่นตั๋วให้เราแบบงง ๆ เล็กน้อย
ว่าไอ้สองคนนี้มันเป็นอะไรวะ พวกเขาจะรู้สึกบ้างไหมหนอว่าเราเกือบจะสิ้นใจให้ได้นะเวลาที่เขา
ตรวจตั๋ว

และแล้วเราก็มาลงที่ Liège โดยที่กระเป๋าตังค์ปลอดภัยไม่โดนปรับ ด้วยความรีบจึงไม่ได้มีเวลาชม
ความงามของสถานีรถไฟด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างคือ เหนื่อย ง่วง หิว เราเดินผ่าน
ตัวสถานีที่กำลังสร้างอยู่ แล้วตรงไปยังที่ขายตั๋ว ซึ่งคำถามที่เราใช้ในการซื้อตั๋วก็คือ “จะไปอาเค่น
สามคนไปยังไงถูกสุด” ก็เลยได้ตั๋วสามคนสำหรับข้ามแม่น้ำไรน์มา  ซึ่งรถไฟที่ใช้ข้ามมายังฝั่งอาเค่น
นั้นมีสภาพ ไม่ต่างอะไรกับรถไฟไทย เพื่อทดสอบสมมติฐานนี้ผมได้ลองเข้าห้องน้ำและแน่นอนน้ำสี
เหลืองของผมนั้นไหลลงไปบนรางรถไฟ เป็นอันว่าเหมือนกัน

ถึงแม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลแต่ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะจอดทุกป้าย และในที่สุดเราก็มาถึง
อาเค่นในสภาพที่ไม่เหลือความกระหายให้เที่ยวอีกแล้ว น้องแซนแยกไปมึนเช่น(มิวนิค) ในขณะที่เรา
ยึดร้าน Mc เป็นที่นั่งพัก สภาพอากาศตอนนี้หนาวเหน็บข้างนอกสถานีรถไฟเต็มไปด้วยหิมะ เรานั่งรอ
เวลาไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ผมปฏิเสธที่จะออกไปเดินข้างนอก ในที่สุดตั๋ว Tchibo ก็ถูกควักออกมาใช้
ครั้งสุดท้ายบนรถไฟ ICE ที่แสนสบาย ตัวรถไฟมุ่งหน้าไปยังฮัมบวร์กอย่างรวดเร็วเหมือนใจครอบ
ครัวของเรา และในที่สุดพวกเราก็พาตัวกลับถึงบ้านอันแสนสุขอีกครั้ง เป็นอันจบการเดินทางอันยาว
นานสี่คืนห้าวันสามประเทศนี้เท่านี้

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม ๒๑, ๒๕๕๑

West Germany – Luxemburg – Belgium Trip -- ตอนที่ 7

 

มาติดตามการท่องเที่ยวของเราสามพ่อแม่ลูกยังต่างแดนกันต่อ  ตอนนี้ให้ชื่อว่าฟ้าสวยที่หนาวเหน็บ
ใครยังไม่เคยอ่าน ก็อ่านตอนเก่า ๆ ได้ตาม ลิงค์ข้างล่าง

  1. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 6
  2. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 5
  3. West Germany - Luxemberg - Belgium Trip - ตอนที่ 4
  4. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 3
  5. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 2
  6. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 1

หลังจากที่วางแผนกันเมื่อคืน  โดยการบังคับของผมคือต้องไป Atomium ให้ได้ เพราะใครมาที่นี่แล้ว
ไม่ได้เยี่ยมชมสิ่งนี้ก็ต้องกลับมาใหม่ ไม่น่าเชื่อว่า Atomium จะถูกสร้างไว้ตั้งแต่ปี 1958

มุมถ่ายรูปโหล ๆ ที่แขกไปใครมาก็ต้องถ่ายรูปนี้

ปกติถ้าใครมากับทัวร์ เขาก็คงจัดให้มาเยี่ยมชมที่นี่ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของ Brussels  แต่ถ้า
ใครมาเที่ยวบ้านน้องปูปลาก็ง่ายมาก แค่ขึ้นรถรางสายที่มาบ้านเธอ แล้วก็ไปนั่งต่อไปจนสุดสายซึ่ง
ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีจากบ้านน้องปูปลา ไม่น่าเชื่อที่ปูปลาอยู่มาเป็นปีแต่ไม่เคยมาที่นี่เลย

จุดหมายน่าตื่นเต้นแต่เส้นทางผ่านก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะมีสถานที่พอเที่ยวได้อยู่เต็มตลอดสอง
ข้างทาง พอใกล้จุดหมายผมก็เริ่มนั่งไม่ติดก้น ไม่ใช่ปวดอึหรือปวดฉี่ เพราะด้วยขนาดของ Atomium นั้น ถึงตอนนี้เราควรจะได้เห็นมันแล้ว แต่นี่ยังไม่เห็นเลย หรือว่ามันเล็กมาก

พอใกล้จะถึง เราก็ได้เห็นศิลปะข้างถนนที่งามตายาวหลายสิบเมตร ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นศิลปะ
ข้างถนน พอรถรางเลี้ยวออกจากอุโมงค์ที่มีศิลปะข้างถนนนี้เราก็จะได้เห็น Atomium ที่ตั้งเด่นอยู่
พอรถผ่านหน้า Atomium ผมก็จะเตรียมลงแต่รถก็เลยไปอีกไกลใจหวิวเล็กน้อย เพราะเวลาเราไม่
ค่อยมี แต่แล้วรถก็ไปจอดป้ายสุดทาง สุดทางที่เต็มไปด้วยสถานที่ปลายทาง ทั้ง Atomium ทั้ง
สวนสนุก

เมื่อถึงที่หมาย สิ่งที่ภรรยาผมกลัวก็คือกลัวน้องแซนจะไม่อยากมา เพราะดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผม
อยากดูแต่ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ อยากดูหรือเปล่า ปรากฎว่าน้องแซนกลับดูเริงร่าผิดปกติ จากสภาพ
สาวเงียบที่ดูไม่ออกมาคิดอะไรอยู่ เธอกลับตื่นเต้นควักกล้องออกมาถ่ายรูปแทบจะทันทีที่นึกออก
(ปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยแสดงท่าทางอยากถ่ายรูปนัก) นอกจากนั้นวันนี้เป็นวันฟ้าใส หลังจากที่
อากาศแย่ ๆ มาตลอดการเดินทาง

ภาพของสิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลก ซึ่งไม่บอกก็ต้องรู้ว่าคนออกแบบชอบโครงสร้างอะตอม ถ้าดูจาก
ขนาดของลูกบอลสีเงินกลมขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุห้องแสดงศิลปะต่าง ๆ แล้ว ก็น่าจะนับเป็นสิ่ง
ที่น่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะมันสร้างมาแล้วห้าสิบปี

เราไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะว่าค่าเข้านั้นแพงไม่ใช่น้อย และเวลาก็ไม่เอื้ออำนวยให้เราอยู่ในตัว
อะตอมได้นานจนคุ้มค่าเข้า ดังนั้นก็ไม่เข้าแล้วไปถ่ายรูปโดยรอบแทน (ของที่ระลึกก็ไม่ซื้อเพราะ
แพงจริง ๆ)

ขนาดใกล้ ๆ เทียบกับคน จะเห็นได้ว่ามันมีขนาดใหญ่มาก ๆ

อีกด้านหนึ่งของ Atomium

เราใช้เวลาอยู่กับ Atomium ราวชั่วโมงกว่า แล้วก็นั่งรถรางสายเดียวกันกลับไปที่บ้านของน้อง
ปูปลาเพื่อจัดเก็บข้าวของก่อนเดินทางต่อไป

เมื่อวานเราพยายามหาทางไปจตุรัสกลางเมืองของ Brussels กันเองแต่ต้องคว้าน้ำเปล่าเพราะ
ไปไม่ถูก วันนี้น้องปูปลาพาเดินจากสถานีรถไฟไปนิดเดียวก็โผล่ที่จุดหมาย ซึ่งจุดหมายแรกก็
คือถนนช็อปปิ้งที่มีหลังคาแห่งแรกในยุโรป

 

จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอกนะ แต่มีหลังคาครอบตึก เราเลยไม่เข้าไปข้างในแค่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
เท่านั้น จากนั้นเราก็เดินไปเรื่อย ๆ แบบสบายอารมณ์เพราะเจ้านีรหลับ ที่สบายอารมณ์เพราะไม่ต้อง
คอยกลัวลูกหาย ว่าแล้วก็เลยชวนคุณแม่ถ่ายรูปกับรูปปั้นคนนี้ซะหน่อย (เข้าใจว่าที่ยุโรปการสร้าง
รูปปั้นโลหะไว้ตามสวนสาธารณะนั้น เป็นเรื่องที่กระทำกันเป็นปกติ) เห็นคนถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้กันเยอะ
พอคนว่างก็จัดให้คุณแม่ถ่ายด้วยซะเลย

กว่าจะถ่ายรูปนี้ได้ต้องคะยั้นคะยออยู่นาน

ขณะเดินนั้นอากาศยังดีอยู่ แต่มีแววว่าหิมะจะตกเหมือนกัน เราไม่ได้รีบจ้ำกันซะเท่าไหร่เพราะ
มีเวลาเหลือเฟือ เดินไปอีกนิดก็เจอ

เราทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี คือเก็บไว้แต่ภาพถ่ายเท่านั้น ความรูปประกอบไม่ได้เก็บไปด้วย
ไม่รู้จะเก็บไปทำไมเหมือนกัน แต่ก็รู้ว่านี่คือจตุรัสกลางเมือง

ซึ่งสวยงามทีเดียว รายละเอียดเยอะแยะไปหมด เป็นอันว่าเราได้ทำสิ่งที่สองของการเที่ยวเมืองใน
ยุโรปแล้วคือ สถานีรถไฟ โบสถ์ใหญ่หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เหลือคือกินอาหารพื้นเมือง แต่ช้าก่อน
เราไม่ไปกินหอยแมงภู่อบให้เปลืองเงินหรอกนะ กลุ่มของเราสรุปว่ากินหอยสำคัญที่น้ำจิ้ม และที่
บ้านเราหมายถึงที่เยอรมันก็หากินได้แล้วกินมาแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องกินไอ้นี่แก้หิวที่ร้านที่ดังที่สุด
ใน Brussels ไอ้ที่ว่าคือ Waffle เนื้อแน่นแนวเบลเยี่ยมเขา และร้านนี้แหละดังที่สุด

น้องปูปลาเล่าว่าปกติไม่ได้กินหรอกนะ คนต่อแถวยาวมาก เผอิญวันนี้ท่านนีรมาคนก็เลยหลบ
ให้ พวกเราเลือกแบบที่มีผลไม้เยอะ ๆ ราคาก็ 4 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ใจหายคือสองร้อย

คุณแม่น้อยนีรทำสิ่งที่น้อยคนนักจะได้ทำ คือกิน Waffle ท่ามหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก

ช่วงนี้เองที่เจ้านีรตื่น และไม่ยอมกิน Waffle ผู้พ่อก็ต้องบากหน้าไปซื้อไอศครีมที่อร่อยที่สุดในร้าน
เค้าให้เจ้าหมาน้อยอีก จากนั้นเราก็พากันตากหิมะไปหาเจ้าเด็กยืนฉี่ที่ดังที่สุดในโลก

การเดินทางไปหาเด็กฉี่ก็แค่เดินตรงไปจากร้านขาย Waffle ที่ดังที่สุดใน Brussels พอผ่าน
มุมตึกเราก็จะเห็นรูปปั้นเล็ก ๆ ที่เล็กจริง ๆ เป็นเด็กจับจู๋ยืนฉี่อยู่ แล้วเราก็ได้ทำในสิ่งที่น้อยคน
จะได้ทำอีกแล้วคือ

ถ่ายรูปหิมะ โดยมีสามสาวเป็นฉากหลังหน้าเด็กยืนฉี่ พอถ่ายเสร็จทุกคนก็รีบวิ่งไปหาที่หลบความ
หนาว โดยการเข้าไปยังร้านขายของที่ระลึก แล้วก็จัดแจงซื้อของที่ระลึกเพื่อฝากคนอื่นให้ครบ แต่
เราก็ไม่ลืมที่จะซื้อจานเล็ก ๆ ซึ่งเราสะสม ตอนนี้มีหลายอันแล้ว ใครไปใครมาถ้านึกได้ก็ซื้อจานมา
ฝากด้วยเน้อ

พอซื้อของเสร็จก็ได้เวลาต้องรีบจ้ำเดินทางไปสถานีรถไฟตามแผนที่วางไว้ ซึ่งขากลับนี้คุณแม่เดิน
นำตลอด ในขณะที่คุณพ่อก็ช้าอีกตามเคย

ตอนต่อไปจะเป็นตอนจบ ซึ่งมีเรื่องให้ตื่นเต้นมาก ๆ เป็นเรื่องที่ทำให้เราไม่มีใครกล้าหลับบนรถไฟ
เลย คอยติดตามนะครับ