แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ angel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ angel แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธ, ตุลาคม ๒๙, ๒๕๕๑

ชัดไหมครับพี่น้อง

"ถ้ารักในหลวงให้ อยู่ชุมพร ไม่ต้องไปที่อื่น รักในหลวงให้อยู่บ้าน รักในหลวงให้กลับบ้าน คุณไปแสดงพลังตรงนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย รังแต่จะทำให้เกิดความแตกแยก ผมกล้าพูดตรงนี้เพราะผมเป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ รับพระราชกระแสมาเองว่า พวกเราต้องขยาย ทำอย่างไรให้เขาทราบว่า เรามีหน้าที่และทำหน้าที่อะไร ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ผมไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ผมรู้อย่างเดียวว่า ผมอยู่พรรคในหลวง และพรรคนี้ใหญ่โตมาก"

ดิสธร วัชโรทัย

ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

วันเสาร์, ตุลาคม ๒๕, ๒๕๕๑

เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 4 ปราสาทปราก

อ่านตอนเก่า ๆ ได้ที่

  1. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 1 เหนื่อยมากขอบอก
  2. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 2 ครึ่งวันแรก
  3. เที่ยว ปราก Prague กับเจ้าตัวน้อย 5 วัน 4 คืน - ตอนที่ 3 เที่ยววันแรก

หลังจากที่วันแรกชิมลางเดินเที่ยวเดินเล่นกันในเขต Old town square ของปรากเพื่อซึมซับ
บรรยากาศไปพอหอมปากหอมคอแล้ว แม่บ้านตื่นแต่เช้ามาจัดเตรียมข้าวของและอาหาร
ผมตื่นตามมาทีหลังไม่นานนัก แล้วช่วยภรรยาทำอะำไรก๊อก ๆ แก๊ก ตามแต่ที่จะทำได้โดยไม่
ขัดหูขัดตา เจ้าตัวน้อยยังหลับสนิทตามภาษาของเด็กตื่นสาย พฤฒิกรรมของเจ้าตัวน้อยนั้น
เรียกได้ว่าไม่หมดแรงไม่นอน และถ้าไม่ปลุกก็ยากที่จะลุก เนื่องจากพวกเราเลี้ยงลูกเองตลอด
ทำให้เข้าใจได้ว่า ถ้าเจ้านีรนอนไม่เต็มอิ่มหล่ะก็ การเที่ยวหฤโหดในวันนี้คงไม่ผ่าน คนมีลูกทุก
คนคงจะรู้ว่าเด็กนอนไม่เต็มอิ่มนั้นจัดการยากที่สุด

ภรรยาเป็นคนเตรียมของกินของใช้ ในขณะที่พ่อต้องรับผิดชอบเรื่องสิ่งของมีค่าทั้งหลาย เป็น
การแบ่งหน้าที่ที่ไ้ด้ทำกันมาหลายครั้งแล้ว โปรแกรมหลัก ๆ ของเราวันนี้ก็คือเที่ยวปราสาทปราก
ปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากที่พักเราไปก็ไม่ยากนั่งรถรางไปลงหน้าห้าง Tessco
แล้วต่อรถรางสาย 22 ขึ้นปราสาท การขึ้นรถรางนั้นจะต้องดูป้ายก่อนว่าเราขึ้นฝั่งถูกหรือเปล่า
หลัก ๆ ก็คือคุณควรจะมีแผนที่รถราง แล้วดูสุดสายไว้เทียบกับป้ายรถรางว่าไปทางเดียวกันกับ
เราหรือเปล่า ถ้านั่งผิดก็ไม่ต้องตกใจ ลงแล้วขึ้นใหม่ได้ เพราะรถรางที่นี่มีค่อนข้างถี่  พวกเรานั้น
ชำนาญการนั่งรถรางพอสมควรเพราะนั่งมาหลายเมืองหลายประเทศแล้ว การมีรถเข็นของเจ้า
ตัวน้อยจึงไม่มีปัญหาเท่าไหร่นัก แต่ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน

รถรางพาพวกเราขึ้นเขาไปผ่านป่าซึ่งเป็นวิวสองข้างทาง ไปยังที่ตั้งของปราสาท จากป้ายที่เรา
ลงนั้นก็จะต้องข้ามถนนเดินไปอีกสองสามร้อยเมตรก็จะถึงหน้าประตูปราสาท อากาศค่อนข้างดี
การเดินร้อยสองร้อยเมตรจึงไม่มีปัญหา

ก็เหมือนกับพระราชวังทั่วไปที่จะต้องมีทหารยืนไว้ให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนถ่ายรูป  สิ่งที่ผู้คน
ชอบมากก็คือรอดูทหารเปลี่ยนเวร แต่เราไม่ได้ดูเพราะดูจนเบื่อหลายที่แล้ว อย่างไรก็ตาม
ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย

เมื่อเข้าด้านในชั้นนอกก็จะเห็นยอดโบถส์สีดำทะมึนตั้งโชว์ยอดอยู่ตรงหน้า โบถส์นี้แหละ
ที่เป็นสิ่งที่มองเห็นชัดที่สุดของบริเวณปราสาทจากระยะไกล  เนื่องจากเรามาถึงปราสาทปราก
ค่อนข้างสาย ทางเข้าโบสถ์จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อคิวเพื่อเข้าไปชมความงามของโบสถ์ ซึ่ง
ตัวโบสถ์มันเข้าฟรี คนจึงเยอะเป็นพิเศษ พวกเราเลยตัดสินใจยังไม่เข้า แค่ดูเวลาปิดไว้แล้ว
เดี๋ยวกลับมาใหม่

โบสถ์ด้านนอกซึ่งเหมือนกันทั่วยุโรป เราเดิมชมรอบ ๆ ตัวโบสถ์ก่อน โดยพยายามดูให้รอบ ๆ
จะได้ไม่ต้องดูซ้ำสอง

รูปปั้นที่ดูน่ากลัวรอบ ๆ โบสถ์

และแน่นอนตามธรรมเนียมไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องมีบางส่วนปิดซ่อม ใครโชคดีก็เจอส่วนที่
ไม่สำคัญซ่อมอยู่ ใครโชคร้ายก็เจอส่วนไม่สำคัญ เที่ยวนี้เราก็เจอบางส่วนปิดซ่อมเหมือนกัน

เนื่องจากเรามี Prague Card เราจึงวางแผนเที่ยวให้หมด ผมซื้อสติกเกอร์สำหรับถ่ายรูป
ราคาสองยูโรไว้ติดตัวด้วย เผื่อเอาไว้เวลามีเจ้าหน้าที่มาเตือนจะได้โชว์ ภายในปราสาท
ปรากนั้นไ่ม่น่าดูเท่าไหร่นัก อยู่ในสภาพที่กำลังปรับปรุง จุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากกว่า
ก็เห็นจะเป็นจุดชมวิว ซึ่งสามารถมองทิวทัศน์ของปรากได้ในมุมกว้างเห็นหลังคาสีส้มได้
ทั่ว

สำหรับช่วงแรกของการเที่ยวปราสาทปรากนั้น ผมไม่ค่อยจะประทับใจเท่าไหร่ เพราะ
ไม่ค่อยมีอะไรให้ดู

เอาเป็นว่าดูรูปไปพลาง ๆ จุดต่อไปที่เราจะไปเที่ยวกันนั้น ยังอยู่ในปราสาทปราก
แต่เป็นส่วนที่ผมชอบมาก ๆ นอกจากมีเรื่องราวมากมายยังมีสิ่งของให้ดูเยอะแยะ
ไปหมด นั่นคือส่วนของบ้านศิลปิน หรือที่เรียกว่า Golden Lane นั่นเอง

Golden Lane นั้นชื่อที่คนไทยรู้จักก็คือบ้านศิลปิน ภาพแรกเห็นของตรอกเล็ก ๆ แห่ง
นี้ก็คือตึกแถวหลังเล็ก ที่มีสินค้าหลากหลายไว้บริการแขกผู้มาเยือน ซึ่งเด่นที่สุดเห็นจะ
เป็นร้านที่ขายชุดนักรบโบราณ เพราะว่าพอเข้าตรอกบ้านศิลปินมาก็จะเจอชุดเกราะนัก
รบโบราณชี้ชวนให้ขึ้นไปดูข้างบน

คนขึ้นไปไม่เยอะมากหรอกครับ คงไม่กล้าขึ้น เพราะทางเดินทั้งแคบและมืด
ถ้าวัดขนาดของชุดเกราะ คนสมัยก่อนก็ไม่ได้ตัวเล็กอะไรแต่บ้านนั้นจะเล็ก ๆ
แคบ ๆ พอขึ้นไปด้านบนก็จะพบตู้โชว์ชุดเกราะ อาวุธ ต่าง ๆ ของนักรบโบราณ
เต็มไปหมด

ส่วนของโล่ห์

ที่ทรมานนักโทษ

ชุดเกราะเด็ก ชั้นสามในส่วนขายชุดเกราะที่ระลึก (ใครจะซื้อ)

ตู้โชว์ชุดนักรบโบราณ ที่มีป้ายบอกยุคสมัยและบอกด้วยว่าเป็นของใคร (น่าจะทำขึ้นใหม่)

จะเห็นว่าคนไม่เยอะ

ดูป้ายกันชัด ๆ

ในชั้นบนนี้ชุดที่เป็นจุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นชุดเกราะของกษัตริย์
ซึ่งป้องกันการสูญพันธ์กันเลยทีเดียว

พอเดินเที่ยวส่วนชุดเกราะได้สักพัก เจ้าตัวน้อยก็ทำเรื่องอีกแล้ว คือปวดฉี่ขึ้นมา
ตอนนั้นอยู่ชั้นสอง ต้องอุ้มวิ่งลงมาข้างล่าง หาห้องน้ำไม่เจอ ทำไงได้ก็วิ่งไปฉี่
หลังตึก(ปราสาท) ค่อนข้างโล่งใจที่เจ้าตัวน้อยฉี่ตรงนี้ เพราะบริเวณหลังกำแพงนี้
ไม่บอกก็รู้ว่านอกจากเป็นหลังเขาแล้วยังเป็นส้วมสาธารณะของแขกผู้มาเยือน
อีกด้วย รู้ได้ด้วยกลิ่น

พอกลับมาที่ตรอกเราก็ไปดูร้านทำเครื่องแก้ว ร้านนาฬิกา และจุดที่สำคัญที่สุดที่
ผู้คนมักจะไม่รู้ ก็คือบ้านเลขที่ 22 สีฟ้าใส บ้านที่ทำให้ถนนแห่งนี้มีชื่อว่า ตรอก
ทองคำ ถ้าสังเกตดี ๆ บ้านนี้จะมีป้ายชื่อเจ้าของบ้านด้วย คือบ้านของ
Franz Kafka
นักเขียนชื่อดังมาก ๆ และได้มานั่งทำงานในบ้านหลังนี้ ผู้คนตา
น้ำข้าวมากมายพอเจอบ้านหลังนี้ก็ตรงรี่เข้าไปถ่ายรูปทีเดียว ในขณะที่คนเอเชีย
ให้ความสนใจกับบ้านหลัง ๆ เล็ก หน้าตาแปลก ๆ มากกว่า ที่ตรอกแห่งนี้ยังเป็นที่
อยู่ของนักเขียนโคลงกลอนรางวัลโนเบลอีกคนนึ่งคือ Jaroslav Seifert ด้วย

พอจบจากบ้านศิลปินแล้ว เราก็เดินวนไปเที่ยวด้านหลังปราสาทจะคนไทย
หลายคนที่มาประชุมวิชาการที่นี่ (มีอาจารย์หมอมาประชุมที่นี่ร่วมสองร้อยคน) ก็
โชคดีเหมือนกันที่ได้เจอกับกลุ่มของน้องชาย แล้วเราก็ย้อนกลับไปยังโบสถ์ที่เรา
เดินผ่านมาตอนแรก การเที่ยวปราสาทปรากครึ่งแรกก็จบลงเท่านี้

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม ๒๑, ๒๕๕๑

West Germany – Luxemburg – Belgium Trip -- ตอนที่ 7

 

มาติดตามการท่องเที่ยวของเราสามพ่อแม่ลูกยังต่างแดนกันต่อ  ตอนนี้ให้ชื่อว่าฟ้าสวยที่หนาวเหน็บ
ใครยังไม่เคยอ่าน ก็อ่านตอนเก่า ๆ ได้ตาม ลิงค์ข้างล่าง

  1. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 6
  2. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 5
  3. West Germany - Luxemberg - Belgium Trip - ตอนที่ 4
  4. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 3
  5. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 2
  6. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 1

หลังจากที่วางแผนกันเมื่อคืน  โดยการบังคับของผมคือต้องไป Atomium ให้ได้ เพราะใครมาที่นี่แล้ว
ไม่ได้เยี่ยมชมสิ่งนี้ก็ต้องกลับมาใหม่ ไม่น่าเชื่อว่า Atomium จะถูกสร้างไว้ตั้งแต่ปี 1958

มุมถ่ายรูปโหล ๆ ที่แขกไปใครมาก็ต้องถ่ายรูปนี้

ปกติถ้าใครมากับทัวร์ เขาก็คงจัดให้มาเยี่ยมชมที่นี่ เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของ Brussels  แต่ถ้า
ใครมาเที่ยวบ้านน้องปูปลาก็ง่ายมาก แค่ขึ้นรถรางสายที่มาบ้านเธอ แล้วก็ไปนั่งต่อไปจนสุดสายซึ่ง
ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีจากบ้านน้องปูปลา ไม่น่าเชื่อที่ปูปลาอยู่มาเป็นปีแต่ไม่เคยมาที่นี่เลย

จุดหมายน่าตื่นเต้นแต่เส้นทางผ่านก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะมีสถานที่พอเที่ยวได้อยู่เต็มตลอดสอง
ข้างทาง พอใกล้จุดหมายผมก็เริ่มนั่งไม่ติดก้น ไม่ใช่ปวดอึหรือปวดฉี่ เพราะด้วยขนาดของ Atomium นั้น ถึงตอนนี้เราควรจะได้เห็นมันแล้ว แต่นี่ยังไม่เห็นเลย หรือว่ามันเล็กมาก

พอใกล้จะถึง เราก็ได้เห็นศิลปะข้างถนนที่งามตายาวหลายสิบเมตร ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นศิลปะ
ข้างถนน พอรถรางเลี้ยวออกจากอุโมงค์ที่มีศิลปะข้างถนนนี้เราก็จะได้เห็น Atomium ที่ตั้งเด่นอยู่
พอรถผ่านหน้า Atomium ผมก็จะเตรียมลงแต่รถก็เลยไปอีกไกลใจหวิวเล็กน้อย เพราะเวลาเราไม่
ค่อยมี แต่แล้วรถก็ไปจอดป้ายสุดทาง สุดทางที่เต็มไปด้วยสถานที่ปลายทาง ทั้ง Atomium ทั้ง
สวนสนุก

เมื่อถึงที่หมาย สิ่งที่ภรรยาผมกลัวก็คือกลัวน้องแซนจะไม่อยากมา เพราะดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ผม
อยากดูแต่ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ อยากดูหรือเปล่า ปรากฎว่าน้องแซนกลับดูเริงร่าผิดปกติ จากสภาพ
สาวเงียบที่ดูไม่ออกมาคิดอะไรอยู่ เธอกลับตื่นเต้นควักกล้องออกมาถ่ายรูปแทบจะทันทีที่นึกออก
(ปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยแสดงท่าทางอยากถ่ายรูปนัก) นอกจากนั้นวันนี้เป็นวันฟ้าใส หลังจากที่
อากาศแย่ ๆ มาตลอดการเดินทาง

ภาพของสิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลก ซึ่งไม่บอกก็ต้องรู้ว่าคนออกแบบชอบโครงสร้างอะตอม ถ้าดูจาก
ขนาดของลูกบอลสีเงินกลมขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุห้องแสดงศิลปะต่าง ๆ แล้ว ก็น่าจะนับเป็นสิ่ง
ที่น่าตื่นตาตื่นใจได้อย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะมันสร้างมาแล้วห้าสิบปี

เราไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะว่าค่าเข้านั้นแพงไม่ใช่น้อย และเวลาก็ไม่เอื้ออำนวยให้เราอยู่ในตัว
อะตอมได้นานจนคุ้มค่าเข้า ดังนั้นก็ไม่เข้าแล้วไปถ่ายรูปโดยรอบแทน (ของที่ระลึกก็ไม่ซื้อเพราะ
แพงจริง ๆ)

ขนาดใกล้ ๆ เทียบกับคน จะเห็นได้ว่ามันมีขนาดใหญ่มาก ๆ

อีกด้านหนึ่งของ Atomium

เราใช้เวลาอยู่กับ Atomium ราวชั่วโมงกว่า แล้วก็นั่งรถรางสายเดียวกันกลับไปที่บ้านของน้อง
ปูปลาเพื่อจัดเก็บข้าวของก่อนเดินทางต่อไป

เมื่อวานเราพยายามหาทางไปจตุรัสกลางเมืองของ Brussels กันเองแต่ต้องคว้าน้ำเปล่าเพราะ
ไปไม่ถูก วันนี้น้องปูปลาพาเดินจากสถานีรถไฟไปนิดเดียวก็โผล่ที่จุดหมาย ซึ่งจุดหมายแรกก็
คือถนนช็อปปิ้งที่มีหลังคาแห่งแรกในยุโรป

 

จริง ๆ มันก็ไม่มีอะไรหรอกนะ แต่มีหลังคาครอบตึก เราเลยไม่เข้าไปข้างในแค่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
เท่านั้น จากนั้นเราก็เดินไปเรื่อย ๆ แบบสบายอารมณ์เพราะเจ้านีรหลับ ที่สบายอารมณ์เพราะไม่ต้อง
คอยกลัวลูกหาย ว่าแล้วก็เลยชวนคุณแม่ถ่ายรูปกับรูปปั้นคนนี้ซะหน่อย (เข้าใจว่าที่ยุโรปการสร้าง
รูปปั้นโลหะไว้ตามสวนสาธารณะนั้น เป็นเรื่องที่กระทำกันเป็นปกติ) เห็นคนถ่ายรูปกับรูปปั้นนี้กันเยอะ
พอคนว่างก็จัดให้คุณแม่ถ่ายด้วยซะเลย

กว่าจะถ่ายรูปนี้ได้ต้องคะยั้นคะยออยู่นาน

ขณะเดินนั้นอากาศยังดีอยู่ แต่มีแววว่าหิมะจะตกเหมือนกัน เราไม่ได้รีบจ้ำกันซะเท่าไหร่เพราะ
มีเวลาเหลือเฟือ เดินไปอีกนิดก็เจอ

เราทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี คือเก็บไว้แต่ภาพถ่ายเท่านั้น ความรูปประกอบไม่ได้เก็บไปด้วย
ไม่รู้จะเก็บไปทำไมเหมือนกัน แต่ก็รู้ว่านี่คือจตุรัสกลางเมือง

ซึ่งสวยงามทีเดียว รายละเอียดเยอะแยะไปหมด เป็นอันว่าเราได้ทำสิ่งที่สองของการเที่ยวเมืองใน
ยุโรปแล้วคือ สถานีรถไฟ โบสถ์ใหญ่หรือจัตุรัสกลางเมือง ที่เหลือคือกินอาหารพื้นเมือง แต่ช้าก่อน
เราไม่ไปกินหอยแมงภู่อบให้เปลืองเงินหรอกนะ กลุ่มของเราสรุปว่ากินหอยสำคัญที่น้ำจิ้ม และที่
บ้านเราหมายถึงที่เยอรมันก็หากินได้แล้วกินมาแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องกินไอ้นี่แก้หิวที่ร้านที่ดังที่สุด
ใน Brussels ไอ้ที่ว่าคือ Waffle เนื้อแน่นแนวเบลเยี่ยมเขา และร้านนี้แหละดังที่สุด

น้องปูปลาเล่าว่าปกติไม่ได้กินหรอกนะ คนต่อแถวยาวมาก เผอิญวันนี้ท่านนีรมาคนก็เลยหลบ
ให้ พวกเราเลือกแบบที่มีผลไม้เยอะ ๆ ราคาก็ 4 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ใจหายคือสองร้อย

คุณแม่น้อยนีรทำสิ่งที่น้อยคนนักจะได้ทำ คือกิน Waffle ท่ามหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก

ช่วงนี้เองที่เจ้านีรตื่น และไม่ยอมกิน Waffle ผู้พ่อก็ต้องบากหน้าไปซื้อไอศครีมที่อร่อยที่สุดในร้าน
เค้าให้เจ้าหมาน้อยอีก จากนั้นเราก็พากันตากหิมะไปหาเจ้าเด็กยืนฉี่ที่ดังที่สุดในโลก

การเดินทางไปหาเด็กฉี่ก็แค่เดินตรงไปจากร้านขาย Waffle ที่ดังที่สุดใน Brussels พอผ่าน
มุมตึกเราก็จะเห็นรูปปั้นเล็ก ๆ ที่เล็กจริง ๆ เป็นเด็กจับจู๋ยืนฉี่อยู่ แล้วเราก็ได้ทำในสิ่งที่น้อยคน
จะได้ทำอีกแล้วคือ

ถ่ายรูปหิมะ โดยมีสามสาวเป็นฉากหลังหน้าเด็กยืนฉี่ พอถ่ายเสร็จทุกคนก็รีบวิ่งไปหาที่หลบความ
หนาว โดยการเข้าไปยังร้านขายของที่ระลึก แล้วก็จัดแจงซื้อของที่ระลึกเพื่อฝากคนอื่นให้ครบ แต่
เราก็ไม่ลืมที่จะซื้อจานเล็ก ๆ ซึ่งเราสะสม ตอนนี้มีหลายอันแล้ว ใครไปใครมาถ้านึกได้ก็ซื้อจานมา
ฝากด้วยเน้อ

พอซื้อของเสร็จก็ได้เวลาต้องรีบจ้ำเดินทางไปสถานีรถไฟตามแผนที่วางไว้ ซึ่งขากลับนี้คุณแม่เดิน
นำตลอด ในขณะที่คุณพ่อก็ช้าอีกตามเคย

ตอนต่อไปจะเป็นตอนจบ ซึ่งมีเรื่องให้ตื่นเต้นมาก ๆ เป็นเรื่องที่ทำให้เราไม่มีใครกล้าหลับบนรถไฟ
เลย คอยติดตามนะครับ

วันศุกร์, สิงหาคม ๑๕, ๒๕๕๑

สิ่งหนึ่งที่ชอบมาก ๆ ในการเป็นเจ้าภาพของจีน

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่รายงานได้ยอดเยี่ยมมาก เรียกว่าเว็บรายงานผลของจีนนั้นเร็วที่สุดแล้ว ไม่ต้อง
ไปหาที่ไหนอีก อยากรู้โปรแกรม ใครแข่งอยู่ ใครได้เหรียญ ประวัตินักกีฬา พรุ่งนี้แข่งอะไร ที่นี่ที่เดียว
รู้หมด ดีขนาดผมรู้เลยว่านักมวยไทยคนไหนแข่งอยู่ ชนะเท่าไหร่ ยกไหนได้คะแนนเท่าไหร่ เรียกได้
ว่าแทบจะเรียลไทม์เลยทีเดียว เรียกว่าบล็อคเกอร์ทำมาหารับประทานไม่ได้ก็แล้วกัน

ขอให้ลอนดอนทำแบบเดียวกันนะครับ ของจีนห่วย ๆ ก็มีนะครับ เช่น Robocup ที่ผ่านมาช้ามาก ๆ
และห่วยมาก ๆ

วันอังคาร, สิงหาคม ๑๒, ๒๕๕๑

ระบบรหัสไปรษณีย์ของไทย

ผมเกิดทันตอนเริ่มมีครั้งแรกนะครับ ตอนนั้นเพื่อกรมไปรษณีย์ การการส่งของให้ถึงที่หมายโดย
ละเอียดนั้นบุรษไปรษณีย์ไม่มีปัญหาเพราะมีแผนที่ละเอียดขนาดนับเก้าได้เลย(เคยไปสำรวจตลาด
กับบริษัทสำรวจตลาดหาเงินใช้สมัยเรียนปีสอง) ได้ข่าวว่ากรุงเทพฯ กำลังจะเปลี่ยนระบบการระบุที่
อยู่ให้เป็นสากลยิ่งขึ้น เมื่อก่อนระบบนี้ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตอนนี้มีปัญหาเพราะเทคโนโลยีพัฒนา
เราต้องพัฒนาตามเทคโนโลยี (เอ ชักงงว่าเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น หรือเราต้องปรับชีวิต
เราให้ง่ายขึ้นเพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยี)

เรื่องนี้ดูเหมือนง่าย ๆ ทำกันง่าย ๆ ที่จริงต้องเข้าใจว่ามันไม่ง่าย ถ้าจะทำเราต้องเปลี่ยนชื่อถนน ระบุ
ชื่อถนนอีกเยอะ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (แค่ตีเส้นแบ่งเขตแดนต่าง ๆ ก็ทำได้ยากยิ่ง) แต่ดู
เหมือนคนทั่วไปจะไม่เข้าใจ คิดว่าง่าย ๆ แค่รัฐบาลตั้งใจทำแล้วจะทำได้

เอาให้เข้าใจกันง่าย ๆ ทำไมป้ายทะเบียนรถเราไม่ใช้แบบสากล เป็นตัวอักษรไทยเนี่ยแหละ ทำไม
ยังใช้ระบบที่อ่านป้ายตัวใหญ่แล้วยังไม่รู้ว่ารถมาจากจังหวัดไหน ต้องมองดูตัวเล็ก ๆ อีก นี่ยังลามไป
ถึงว่าทำไมเราไม่สร้างรถยนต์ใช้เองเหมือนมาเลเซีย คำตอบมีครับแค่ดูจำนวนรถยนต์ต่อพันคนที่ใช้
ในประเทศ ปรากฎว่าจำนวนรถต่อประชากรพันคนเราน้อยกว่ามาเลเซียตั้งครึ่งหนึ่ง ทำไปก็ไม่คุ้มแน่
นอน

ระบบบางอันที่คนทั่วไปเข้าใจว่าทำกันได้ง่าย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเอาเข้าจริง ๆ นั้นยากมาก ๆ ท้ายที่
สุด สิ่งที่ประเทศไทยขาดจริง ๆ ก็คือนักวิจัยทางคณิตศาสตร์ พวกนี้ต้องใช้หมดนะครับ การระบุชื่อ
ถนน การกำหนดเลขรหัสไปรษณีย์ จำเป็นต้องใช้นักคณิตศาสตร์มาช่วยคำนวณ รวมไปถึงการสร้าง
แบบจำลองเพื่อทดสอบต่าง ๆ สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างนักวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
จำนวนมากผ่านทางโครงการต่าง ๆ นั้นถูกต้องแล้วแต่เรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา การลงทุนเทคโนโลยี
นั้นง่าย ไม่เห็นยากแค่ซื้อ จ้างคนดูแล มีเงินทำไมจะทำแบบดูไบไม่ได้

อย่ามัวบ่นว่า ที่นี่ประเทศไทย หรือประเทศไทยห่วย ต้องเข้าใจปัญหาด้วย ผมได้คำนวณไว้แล้วว่า
ประเทศไทยเจริญห่างจากเยอรมันเท่ากับจำนวนกุญแจที่ต่างกัน (ร้านกุญแจในเยอรมันมีกุญแจ
มากกว่าหมื่นแบบให้เลือก) แต่ใช่ว่า 100 ปีจะตามไม่ทัน ประเทศไทยยังไม่ผ่านยุคทองเลย 

วันอังคาร, กรกฎาคม ๒๒, ๒๕๕๑

ระบบการสอบที่ผมเคยเจอ

เนื่องจากผมเรียน ป.ตรีในเมืองไทย ป.โทที่อังกฤษ และกำลังเรียน ป. เอก ที่เยอรมัน ดังนั้นผมจึงผ่าน
ระบบการสอบในระดับ ป.ตรี และ ป.โท ของทั้งสามประเทศมา จึงนำมาเขียนสรุปซะหน่อย แต่เนื่อง
จากความแตกต่างนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับท้องที่ของแต่ละประเทศด้วย ดังนั้นจะ
เขียนเฉพาะเจาะจงลงไปกับสิ่งที่ได้เจอมาเท่านั้น

ระบบการสอบไทยที่เคยสัมผัส

ระบบการสอบของไทยถือได้ว่ามีความเป็นระบบมากที่สุด  มีหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดวัดสอบ
ห้องสอบ ที่นั่งสอบ และคนคุมสอบ ทำให้ความสับสนระหว่างนักศึกษา คนคุมสอบ อาจารย์ เจ้าหน้าที่
มีน้อย ผิดพลาดตรงไหนก็ตามไปตรงนั้นได้ ข้อเสียส่วนใหญ่ของระบบการสอบของไทยนั้นจะอยู่ที่
ตัวนักศึกษาเอง ซึ่งอัตราการทุจริตมีสูงมาก แต่เนื่องจากระบบประนีประนอมของไทยทำให้อาจารย์
ไม่กล้าที่จะลงโทษสถานหนักกับนักศึกษาเท่าไหร่ นักศึกษามีการทุจริตขนาดที่อาจารย์ต้องตามไป
ดูถึงห้องส้วม เพราะมีนักศึกษาที่จงใจโกงจำนวนหนึ่งเอาเฉลยไปใส่ไว้ในห้องส้วม แล้วผลัดเวียนกัน
ไปดูก็มี

การสอบของไทยจึงมีปัญหาที่ความซื่อสัตย์ไม่ใช่ที่ระบบ ถ้าจะให้ดีขึ้นควรมีการหยุดพักหลังจากเรียน
ก่อนการสอบ เท่าที่พบได้คือนักศึกษาบางกลุ่มอาจจะต้องเรียนวันนี้สอบพรุ่งนี้เลยก็มี

ระบบการประเมินข้อสอบของไทยค่อนข้างจะเป็นระบบ คือข้อสอบจะถูกประเมินจากภาควิชา การ
ให้คะแนนก็จะถูกประเมินจากคณะฯ ถ้าปฏิบัติได้เต็มที่ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ปัญหาคือเงื่อนของเวลา
ที่ค่อนข้างจำกัดมาก และอาจารย์แต่ละคนก็มีภาระการสอนค่อนข้างมาก  ครั้นจะใช้ระบบผู้ช่วยก็
จะพบได้บ่อยที่ผู้ช่วยสอนจะมีการโกงในหลาย ๆ รูปแบบให้กับนักศึกษาที่สนิทกัน

การแต่งกายเข้าสอบของเมืองไทยนั้นระดับ ป.ตรี ต้องแต่งชุดนักศึกษาเท่านั้น ระดับ ป.โท ให้แต่ง
กายสุภาพ และห้ามนำสิ่งของเข้าไปบริเวณสอบ ทั้งนี้และทั้งนั้นประเทศเราถือว่านักศึกษาระดับ ป.ตรี
ยังเป็นนักศึกษาที่ยังไม่โต

 

ระบบการสอบของอังกฤษที่เจอ

เนื่องจากสอบในฐานะผู้เรียนจึงไม่ได้รู้ระบบเท่าไหร่ ที่นี่คล้ายกับเมืองไทย คือมีตารางสอบที่ชัดเจน
มีสมุดคำตอบที่สวยงาม นอกจากนั้นยังมีการป้องกันอาจารย์มีสัมพันธ์ลึกซื้งกับนักศึกษาด้วยการที่
นักศึกษาสามารถปิดชื่อตัวเองไม่ให้คนตรวจเห็นได้

สิ่งที่ต้องพูดถึงคือเรื่องของเครื่องคิดเลข ที่สถาบันที่ผมเคยไปเรียนนั้นออกกฏเครื่องคิดเลขให้ใช้
ได้รุ่นเดียวยี่ห้อเดียว และเป็นรุ่นที่มีราคาถูก  เคยปรึกษากับอาจารย์ที่เมืองไทยปรากฎว่าระบบนี้ใช้
กับมหาวิทยาลัยของรัฐในไทยไม่ได้ เพราะจะถูกมองว่าฮั้วกับบริษัทขายเครื่องคิดเลข ซึ่งเป็นข้อหา
หนักอยู่เหมือนกัน และระบบดังกล่าวถ้านำมาใช้ในเยอรมันก็ยิ่งไม่ได้เลยเพราะขัดต่อเรื่องของเสรี
ภาพ

สำหรับข้อสอบที่ผมเคยเจอนั้นค่อนข้างจะดี คือนักศึกษามีสิทธิเลือกทำเฉพาะส่วนที่ตัวเองทำได้เช่น
มีข้อสอบสามข้อเลือกทำแค่สองข้อ หรือมีห้าโมดุลเลือกทำแค่สามโมดุล

ส่วนเรื่องการทุจริตในประเทศนี้นั้นไม่รู้ข้อมูล  ส่วนการแต่งกายนั้นตามใจสมัครและถ้าจำไม่ผิดคือ
ห้ามนำสิ่งของที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณสอบ

 

ระบบการสอบของเยอรมันที่เจอ

ระบบการสอบของเยอรมันเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคนจัดการมาก ๆ ถ้าเทียบกันก็ถือว่าล้าหลังที่อื่น
เอามาก ๆ การสอบของเยอรมันนั้นไม่มีส่วนกลาง ส่วนกลางมีหน้าที่แค่จองห้อง ส่วนการจัดสอบนั้น
เป็นหน้าที่ของผู้สอน

ก่อนอื่นพูดได้เลยว่าการสอบของเยอรมันนั้นไม่มีระบบ แม้กระทั่งกระดาษคำตอบก็ยังต้องเอามา
เอง ศาสตราจารย์ที่นี่มีหน้าที่สอนแค่นั้น ผู้ออกข้อสอบ ประเมินข้อสอบ ตรวจข้อสอบ คือนักศึกษา
ปริญญาเอก ทั้งแบบได้เงินและไม่ได้เงินเดือน

นักศึกษาของที่นี่คือพระเจ้า กล่าวคือทุกวิชาที่นี่จะเปิดสอบสองครั้งในหนึ่งปี ถึงแม้จะมีการสอน
แค่ครั้งเดียวก็ตาม ถ้าจำนวนนักศึกษาน้อย ศาสตราจารย์จะใช้วิธีสอบแบบปากเปล่า ถ้าเยอะจะใช้
วิธีสอบข้อเขียน สำหรับการสอบข้อเขียนนั้น นักศึกษาสามารถจะลงชื่อสอบได้ถึงเวลาเข้าสอบเลย
และถอนชื่อสอบได้หรือจะไม่เข้าสอบเอาดื้อ ๆ ก็ได้  ในขณะที่สอบปากเปล่าจะขอเปลี่ยนวัน เลื่อน
วัน ยกเลิกการสอบก็ทำได้ง่าย ๆ แค่ส่งอีเมลให้เลขาฯ ศาสตราจารย์เป็นอันจบ

มาดูการสอบข้อเขียน เด็กที่นี่สามารถนำอะไรเข้าห้องสอบก็ได้ เพียงแต่ต้องปิดมือถือ และไม่วาง
สิ่งอื่นใดที่ไม่เกี่ยวข้องบนโต๊ะสอบ ส่วนกล้วย น้ำ ขนม ข้าวห่อ อื่น ๆ เอาเข้ามาไว้ข้างตัวได้หมด
และจะกินตอนไหนก็ได้  กระดาษคำตอบนั้นเด็กจะต้องเอามาเอง พอหมดเวลาคนคุมสอบก็จะต้อง
เอาที่เย็บกระดาษไปเย็บกระดาษคำตอบด้วย

ที่แย่มาก ๆ คือ การสอบจะเริ่มก็ต่อเมื่อคนคุมสอบเห็นว่านักศึกษาทุกคนพร้อมจะสอบ กว่าที่นักศึกษา
จะพร้อมก็เล่นเอาคนคุมสอบเหนื่อย เพราะที่นี่ไม่มีระบบที่นั่งสอบ มาก่อนได้ก่อน และเป็นการยากที่
จะจัดห้องสอบรองรับนักศึกษาได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนั้นรหัสประจำตัวนักศึกษาก็มั่วมาก
เพราะนักศึกษามีอิสระในการเลือกลงวิชา จะลงเทอมไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เลือกสอบข้ามมหาวิทยาลัย
ยังได้เลย ขอให้บอกมหาวิทยาลัยต้องทำตามนักศึกษา

ที่ภาควิชาฯ สองสามปีก่อนเกิดปัญหากับการเย็บกระดาษ เลยปรับปรุงให้มีกระดาษคำตอบเฉพาะ
ให้นักศึกษาขึ้น (เลขาฯ จะเป็นคนเข้าเล่มกระดาษคำตอบ) และพึ่งเริ่มมีการจัดระบบที่นั่งสอบมาใช้
เพราะห้องและจำนวนคนไม่พอ ดังนั้นต้องใช้ห้องให้เต็มประสิทธิภาพ

การออกข้อสอบและตรวจข้อสอบข้อเขียนนั้นค่อนข้างจะมีระบบที่ดี เพราะเริ่มจากศาสตราจารย์คิด
หัวข้อเอาไปให้นักศึกษาปริญญาเอกคิดรายละเอียด ทำเฉลย จากนั้นก็จะมีการทดลองทำข้อสอบ
โดยนักศึกษาป.เอกอีกกลุ่มหนึ่ง มีการประเมินและแก้ไขใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะได้ข้อสอบสุดท้าย
การตรวจก็จะมีการวางแผนการให้คะแนน ว่าทำอะไรตรงไหนจะได้กี่คะแนน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี  แต่
ต้องไม่ลืมนะครับว่าศาสตราจารย์เป็นแค่ผู้สอนและผู้ประเมินสุดท้ายเท่านั้น

ความเป็นพระเจ้าของนักศึกษาที่นี่ยังมีอีก คือนักศึกษาสามารถขอดูการตรวจข้อสอบได้หนึ่งครั้ง
ถ้าไม่เห็นด้วยกับการตรวจก็สามารถเถียงเพื่อเอาคะแนนเพิ่มได้ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็สามารถส่งเรื่อง
ไปให้ศาสตราจารย์ได้ โดยส่วนใหญ่ศาสตราจารย์จะยอม เพราะถ้าไม่ยอมนักศึกษาจะฟ้องขั้นสูง
ต่อไปอีก นอกจากนั้นยังมีระบบในข้อเดียวกันผิดแล้วหักคะแนนแล้วจะหักซ้ำไม่ได้ ยกตัวอย่างถ้า
1.ก ผิด 1.ข ทำผิดแบบ 1.ก แต่ที่เหลือถูกหมด ข้อ 1.ข จะต้องได้เต็ม ซึ่งมีปัญหามากโดยเฉพาะ
ข้อสอบที่ต้องวาดรูป

นักศึกษามีสิทธิสอบแต่ละวิชาได้สี่ครั้ง คือสอบข้อเขียนได้ 3 ครั้ง ถ้าตก (ไม่มีการบันทึกการตกใน
ใบรายงานผลการศึกษา) อีกก็จะเข้าสอบปากเปล่าถือประเมินว่ามีความรู้หรือไม่ คือถ้าตกอีก
นักศึกษาคนนั้นจะถูกประเมินว่าไม่สามารถเรียนสาขาวิชานั้น ๆ ได้อีกต่อไปในประเทศเยอรมัน

มาถึงการสอบปากเปล่า การสอบปากเปล่าก็มีหลายระบบ สอบทีละกลุ่มสามคนก็มี สอบทีละคนก็มี
ใช้คอมพิวเตอร์สอบด้วยก็มี การสอบแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 30 นาที และคะแนนก็ให้กันหลัง
สอนในทันที การสอบจะมีนักศึกษา ป.เอก นั่งบันทึกการสอบและมีส่วนตัดสินใจเรื่องคะแนน ดู
เหมือนจะยุติธรรมดี แต่จริง ๆ แล้วการสอบแบบนี้ขึ้นกับอารมณ์ผู้ถามมาก ๆ เพราะบางครั้งถาม
คำถามยากขึ้นก่อน นักศึกษาก็จะลงนรกทันที นอกจากนั้นบางคนตอบผิด ตอบช้า คนถามก็จะ
ต้องแนะนำจนมั่นใจว่าไอ้นี้มันไม่รู้จริง ๆ บางทีนักศึกษาคิดนานทำให้เสียเวลาและถามคำถามได้
ไม่ครอบคลุมอีก แถมบางการการสอบของแต่ละคนห่างกันเป็นเดือนก็มี (ระบบนี้ถ้านำมาใช้เมือง
ไทย คนหลัง ๆ เต็มหมด)

สิ่งที่เยอรมันอยู่ได้และเจริญก็เพราะว่า นักศึกษาจะไม่คิดจะทุจริต การโกงการสอบถือเป็นเรื่อง
แปลกมาก ๆ ในเยอรมัน ซึ่งนักเรียนต่างชาติที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยสอน ช่วยออกข้อสอบ จะซึมซับ
เรื่องพวกนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

สรุปเยอรมันโกงน้อยมาก ๆ ทำให้ระบบการสอบไม่ต้องมี เพราะระบบการสอบส่วนใหญ่คิดขึ้นมา
เพื่อลดโอกาสในการโกง

โอยยาว จบดื้อ ๆ แล้วกัน

วันอาทิตย์, กรกฎาคม ๒๐, ๒๕๕๑

West Germany – Luxemburg – Belgium Trip - ตอนที่ 5

  1. West Germany - Luxemberg - Belgium Trip - ตอนที่ 4
  2. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 3
  3. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 2
  4. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 1

ก้าวแรกสู่เมืองหลวงของยุโรปแห่งนี้ไม่ค่อยประทับใจนัก ผมจับมือเจ้าน้องนีรแสนซนไว้แน่น ไม่มี
อะไรพอ เป็นสัญญาณแห่งความปลอดภัยได้เลย ผมและแม่น้องนีรเดินไปก็นึกภาพสถานี Gare Du
Nord
  ที่ปารีสในใจ สถานี Brussels-Central นั้นกว่าจะขึ้นไปข้างบนได้จะต้องเดินตามทางซึ่งทั้ง
เงียบ เปลี่ยว และเหม็น เราได้ส่งข้อความบอกน้องปูปลาเรียบร้อยแล้วว่าไม่ต้องลงมารับข้างล่าง
เพราะเราสี่ชีวิตยังไงก็มากกว่า ยิ่งมากยิ่งปลอดภัย

เมื่อได้พบหน้ากันสองสาวคือภรรยาผมและน้องปูปลาก็โผเข้ากอดกันตามภาษาคนไม่ได้เจอกันนาน
และ สาวไทยหนึ่งเดียวที่มารับเราก็พาเราไปยังที่พักหรู ๆ ของเธอ เส้นทางก็ต้องนั่งรถไฟใต้ดินและ
ไปต่อรถราง การเดินทางใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงรวมระยะเวลารอรถด้วย ป้ายบอกสถานีที่นี่จะมี
ทั้งหมดสามภาษา คือฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ แล้วก็ภาษาอังกฤษ ด้วยสาเหตุที่ว่าคนในประเทศนี้มี
ประเทศแม่ต่างกันและไม่ถูก กัน (คล้าย ๆ กับคนไทยเวลานี้ ที่ถือหางนักการเมืองต่างค่ายก็ไม่ถูก
กัน) กล่าวคือคนที่มีประเทศแม่เป็น ฝรั่งเศสก็จะพูดภาษาฝรั่งเศส ส่วนคนที่มีประเทศแม่เป็น
ฮอลแลนด์ก็จะพูดภาษาฮอลแลนด์แดนกังหันลม ในขณะที่คนทั้งสองฝั่งถ้าจะสื่อสารกันก็จะใช้ภาษา
อังกฤษ

นอกจากความแปลกของป้ายตัวหนังสือ ป้ายบอกเวลารถไฟฟ้าใต้ดินของที่นี่ก็แปลกไม่แพ้กัน ตอน
นั้นไม่มีจิตใจจะถ่ายรูป รู้แต่ว่ารถไฟหลาย ๆ สายที่ผ่านเข้าสถานีนั้นเมื่อถึงจุดตรงกลางก็จะสว่าง จุด
ที่ห่างออกไป ก็จะห่างออกไปเป็นนาที กว่าจะเข้าใจก็ปาเข้าไปวันที่สองแล้ว  ด้วยความที่ผมเป็น
หนุ่มใหญ่คนเดียวใน กลุ่มและมีหน้าทีดูเจ้านีร  ผมจึงไม่ค่อยได้ให้ความสนใจกันสถานีที่จะลงเท่าใด
นัก พอลงจากรถไฟใต้ดินได้ ก็ต้องไปต่อรถราง ซึ่งคราวนี้ไม่มีป้ายบอกเวลา ดังนั้นจะรอนานแค่ไหนก็
วัดดวงกันเอาเอง แย่จริง ๆ 

อีกเรื่องที่ประหลาดก็คือเรื่องการบันทึกเวลาตั๋ว สำหรับรถไฟใต้ดินนั้นต้องบันทึกที่สถานีด้านนอก ถ้า
ลืม ก็ต้องเดินย้อนไปกดใหม่ถ้าไม่อยากเจอตรวจแล้วเสียค่าปรับ ในขณะที่รถรางซึ่งใช้ตั๋วแบบเดียว
กันนั้นจะ มีเครื่องบันทึกในตัวรถ ไม่จำเป็นต้องทำที่สถานี สำหรับตั๋วที่เราใช้ก็เป็นตั๋วแบบเหมาสิบ
เที่ยว ราคาก็ประหยัดลงไปหน่อย (จำไม่ได้แล้ว เข้าใจว่าราคาลดแล้วประมาณเที่ยวละหนึ่งยูโร)

ย่านที่น้องปูปลาอยู่นั้นเป็นย่านคนดูดีมีเงิน ที่พักของน้องปูปลาก็เลยดูดีมีระดับไปด้วย ขณะเดินทาง
น้องสาวคนสวยของเราแทนที่จะเยินยอประเทศที่เธออยู่ เราก็ได้ยินแต่คำบ่นตลอดเส้นทาง เมื่อถึง
ห้องพัก แล้วทุกคนก็ทำธุระส่วนตัว แบ่งหน้าที่กันดูแลเรื่องเที่ยววันพรุ่งนี้ โดยน้องปูปลาก็ได้ยกห้อง
นอนของเธอให้ครอบครัวเราสามพ่อแม่ลูกเป็นที่หลับนอน ในขณะที่น้องแซนกับเจ้าของบ้านนั้นนอน
ห้องรับแขก ช่างดีอะไรเช่นนี้  (อนึ่งน้องปูปลาจะแต่งงานในเร็ววันนี้แล้ว ขอให้มีความสุขมาก ๆ ครับ)

สภาพตอนกลางวัน

ตอนเช้าเจ้าของบ้านก็โชว์ความเป็นแม่ศรีเรือนต้มโจ๊กแบบไม่สำเร็จรูปให้พวกเราซึ่งเป็นแขกกิน
ก่อนออกเที่ยว  สำหรับวันนี้ตามแผนคือไปเที่ยว Brugge เมืองมรดกโลกที่แขกใครไปมาก็ต้องแวะ
มาที่นี่  ถ้ามีเวลาเหลือก็อาจจะแวะเที่ยวเมืองอื่น ๆ ตอนขากลับอีก

เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ไม่ชัดเจน นักเดินทางก็จะทำหน้าอย่างที่เห็น

การเดินทางเที่ยวนี้จะต้องซื้อตั๋วระหว่างเมือง เราเลือกตั๋วแบบสิบเที่ยวซึ่งจะนั่งไปไหนก็ได้ใน
ประเทศ ซึ่งเรามีกันสามผู้ใหญ่ไปกลับก็หกเที่ยว วันถัดมาสามารถใช้ไปสถานีชายแดนเพื่อข้ามไป
เยอรมันได้อีก

เพื่อนร่วมทางไปเมืองมรดกโลกนั้นส่วนใหญ่ก็มาจากทั่วยุโรป เราจึงได้ยินเสียงบ่นเป็นภาษาอังกฤษ
ถึงเรื่องสภาพที่ย่ำแย่ของสถานี Brussels-Central โชคดีที่รถไฟค่อนข้างใหม่ แต่โชคร้ายคือไม่มี
ป้ายบอกสถานีผู้โดยสารจะต้องคอยเดา เอาเป็นว่ารถไฟได้พาเราสี่ชีวิตไปถึงเมืองมรดกโลกที่สวย
งามก็แล้วกัน

หนุ่มน้อยทำมือรูปหัวใจแก้เบื่อขณะเดินทาง

ขณะเดินทางนั้นอากาศดีมาก มีแดดสดใสตลอดทาง เมื่อรถไฟจอดสถานีใหญ่ก็มีคนลงเป็นระยะ ๆ ผู้
มาเยือนอย่างเราก็ต้องคอยผุดลุกผุดนั่งดูป้ายสถานีว่าเลยหรือยัง สุดท้ายเมื่อเวลาได้ผมก็เลยทำใจ
กล้าไปถามเจ้าพนักงานว่า “ที่นี่ที่ไหนแล้ว ใช่บรูคหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่ตอบยิ้ม ๆ ว่า “ไม่ใช่ที่นี่
บรูคเคอะ” ผมทำหน้างง ๆ “อ๋อบรูคเคอร์แล้วเหรอ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าบอกว่า “ไม่ใช่ที่นี่บรูคเคอะ”
ผมยิ้งแฮะก่อนจะเดินกลับมาบอกเพื่อนร่วมทางว่า “เดี๋ยวดูป้ายเอาเองแล้วกัน”

สภาพอากาศตอนเริ่มเที่ยวนั้นดูดีทีเดียว เพียงแต่ว่ามันหนาวไปเยอะ ก็เลยไม่ค่อยมีอารมณ์ชมนกชม
ไม้เท่าไหร่ และนี่คือประตูเบิกทางสู่เมืองมรดกโลกเมืองนี้

แต่สวยอย่างไรผมไม่สนหรอกนะมีของกินแล้ว

เราก็เดินทางแผนที่เก่าแก่ที่น้องปูปลามอบให้มา โดยโปรแกรมก็คือเดินให้รอบส่วนที่เป็นมรดกโลก
และการมาเมืองนี้สิ่งที่คุณจะได้เจอก็คือ

 

 

 

 

 

 

 

เรือชมรอบเมือง ม้า แล้วก็ห่าน

และสิงที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองนี้ก็คือ ช็อคโกแล็ต และผ้าลูกไม้

นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ช็อคโกแล็ต การเจียไนเพชร และก็โบสถ์ต่าง ๆ ให้เลือกชม ซึ่งเมืองใน
ส่วนนี้เป็นเมืองด้านนอก ซึ่งยังมีเมืองด้านในที่สวยงามอีกเยอะ ไว้ต่อตอนหน้าแล้วกัน

ผมขอพักด้วยไอ้นี่ก่อนแล้วกัน

วันอาทิตย์, มิถุนายน ๒๙, ๒๕๕๑

West Germany - Luxemburg -Belgium Trip - ตอนที่ 4

  1. West Germany - Luxemburg -Belgium Trip - ตอนที่ 3
  2. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 2
  3. West Germany - Luxemburg - Belgium Trip - ตอนที่ 1

หลังจากลงจากรถไฟเยอรมันเข้ามายังดินแดนลุกเซมบวร์ก (อ่านตามเยอรมัน) แล้วได้ตั๋วไปเบลเยี่ยม
แล้ว เรามีเวลาไม่มากนักในการเดินทางรอบเมืองหลวงของประเทศนี้ จุดแรกที่น้องแซนพาไประลึก
ความหลังก็ คือเมืองโดยรอบ

ฤดูที่ไปยังเป็นรอยต่อของฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิ ต้นไม้ที่ต้องการให้เขียวโดยธรรมชาติก็ไม่เขียว
ให้ ร้านนี้ต้องการความสดใสของสีเขียวก็ใช้สีเขียวฉีดใส่ซะเลย หลักฐานคาตาไม่ต้องเถียงกันให้
เมื่อยตุ้ม

ผ่านที่ว่าการเมืองในขณะที่มีงานเทศกาล ด้านซ้ายคือห้องน้ำรวม ด้านขวาคือห้องน้ำชาย สังเกต
ดี ๆ มี ขนาดสำหรับเด็กด้วย งานนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนเมา

พระราชวังงบน้อยของลุกเซ็มบวร์ก มีทหารยืนอยู่คนเดียว แต่ที่นี่ไม่ใช้จุดหมายของเรา อ้าใช้
พระราชวังเป็น ทางผ่านซะแล้ว

เสาประหลาดกับลูกเสือหญิงสุดสวย ถ้าใครเคยเรียนลูกเสือมาแล้วไม่ลืมซะก่อน นี่แหละตำนาน
เมาคลีล่าสัตว์ มีต้นกำเนิดอยู่ที่นี่เอง เราไม่ได้เสียเงินเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์แต่ผมได้ใช้บริการห้องน้ำไป
สองครั้งฟรี ๆ ขอขอบ คุณสถานที่ดี ๆ แบบนี้ด้วยครับ

จะเข้าบ้านต้องมีสะพาน ใครจะเดินลงไปให้เมื่อหล่ะ จากเส้นทางนี้เราก็เดินไปลงลิฟท์เพื่อจะลงไปดู
บรรยากาศของเมืองด้านล่าง

ดูรูปนี้แล้วจะเข้าใจทันทีว่า "ยิ่งสูงยิ่งหนาว" นั้นใช้ไม่ได้กับทุกกรณี ข้างล่างนี้ได้อารมณ์สะพานข้าม
แม่น้ำน่านยิ่งนัก หลังจากที่ลงมาข้างล่างก็คิดกันว่าจะนั่งรถเมล์กลับไปยังสถานีรถไฟ แต่จนแล้วจน
รอดเราก็หาป้ายบอกเวลาไม่ได้ (ผิดกลับที่เยอรมันลิบลับ) เราเลยต้องเดินย้อนกลับขึ้นไปข้างบน
ผ่านลิฟท์ตัวเดิม

น้องหมาเริ่มเบื่อกับการเดินทางที่หนาวเหน็บเลยของเก็กท่าให้เหมือนอนุสาวรีย์บ้าง ไม่รู้ว่าเหมือน
ม้าหรือ คนขี่ม้า แต่ก็แก้เบื่อได้พอประมาณ

รูปปั้นของหมาคนรวย หมาดี หมาคนรวย หมาที่ซื่อสัตย์ และหมาที่รักมาก ย่อมได้รับการบันทึกไว้
ใน ประวัติศาสตร์ แต่อ่านไม่ออก น้องแซนได้อธิบายไว้แล้วแต่จำไม่ได้ เศร้า

ลุกเซ็มบวร์กเป็นเมืองที่มีสองฟาก ด้านหนึ่งเป็นเมืองใหม่ที่กำลังสร้าง ในขณะด้านบนเป็นเมืองที่
สร้างไว้นานแล้ว สองฟากนี้คั่นด้วยสะพาน เวลาอยู่กลางสะพานหันหน้าหันหลังแล้วจะได้บรรยากาศที่
ดีอีกแบบ

Hello Kitty นี่มันฮิตทั่วไป  ถึงแม้ที่นี่จะเป็นร้านซูซิ  ตามห้างทั่วไปก็มีขายเต็มไปหมด

แล้วเราก็ขึ้นรถไฟออกจากประเทศนี้ในที่สุด ทุกคนเหนื่อยเมื่อยล้าแต่ไม่หลับ ก่อนขึ้นรถไฟก็ได้
เตรียมเสบียงกันหิวไว้แล้ว เพราะกว่าจะถึงเบลเยี่ยมเมืองหลวงแห่งยุโรปก็ปาเข้าไปดึกดื่น และไม่น่าเชื่อสถานีรถไฟที่ชื่อว่า Brussel Central นั้นแย่มาก ๆ

ถ้าใครมองโลกในแย่ดีก็อาจจะคิดว่ากำลังปรับปรุง แต่ที่จริงแล้วน้องปูปลาบอกว่ามันเป็นอย่างนี้มา
เป็นปีแล้ว เราเดินลงจากรถไฟด้วยความระทึก เส้นทางที่เดินผ่านนั้นมืดและอับชื้น เราสี่คนเดินอย่าง
ระมัดระวังและ ไม่ลืมที่จะติดต่อน้องปูปลาว่าไม่ต้องลงมารับ เพราะนึกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าที่นี่มันไม่
ปลอดภัย